29 กรกฎาคม 2014, 03:27:47
กระทู้ใหม่กระทู้ใหม่

หน้า: [1]   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ผสมพันธุ์ "บูรพาพยัคฆ์-วงศ์เทวัญ" ทบ. ยุค "ประยุทธ์" "ทุกคนเป็นลูกน้องผมหมด" และ  (อ่าน 4685 ครั้ง)
ทีมเสรีชน
Administrator
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11,308



ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 20 สิงหาคม 2010, 21:37:55 »

ผสมพันธุ์ "บูรพาพยัคฆ์-วงศ์เทวัญ" ทบ. ยุค "ประยุทธ์" "ทุกคนเป็นลูกน้องผมหมด" และ "ป๋า" คนใหม่ของกองทัพ

"ใน ยุคของผม ไม่มีบูรพาพยัคฆ์ หรือวงศ์เทวัญอะไร หมดไปแล้ว แต่ทุกคนเป็นลูกน้องผมเหมือนกันผม ผมดูแลให้ความยุติธรรมแก่ทุกคน" นี่คือเจตนารมณ์ของ บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รอง ผบ.ทบ. ว่าที่ ผบ.ทบ. คนที่ 37 แห่งกองทัพไทย

จึงไม่แปลกที่ครั้งนี้ ทหารที่ได้ชื่อว่า เป็นวงศ์เทวัญ จะได้ลืมตาอ้าปาก เบียดแทรกขึ้นมาได้บ้าง เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ มอบให้เพื่อนรัก ตท.12 อย่าง บิ๊กหนุ่ย พล.ท.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รอง เสธ.ทบ. ว่าที่ เสธ.ทบ. คู่ใจ ในฐานะที่เป็นวงศ์เทวัญ ที่โตมาจากทั้ง ร.11 รอ. ร.1 รอ. และ พล.1 รอ. จึงรู้ว่าใครเป็นใคร ฝีมือเป็นอย่างไร

พล.ท.ดาว์พงษ์ จึงถือเป็นความหวังของวงศ์เทวัญ เพราะเป็นหนึ่งเดียวที่อยู่ในห้าเสือ ทบ. อันเป็นการผสมผสานกัน ทั้งทหารบ้านนอก ทหารนักรบ โดยมีบูรพาพยัคฆ์อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ เป็นหัวแถว

โดยมี บิ๊กน้อย พล.อวิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ผช.ผบ.ทบ. (ตท.11) เลือดแท้วงศ์เทวัญ ทั้งชาติตระกูลและเส้นทางรับราชการ ขึ้นเป็นประธานที่ปรึกษา ทบ. อัตราจอมพล ที่แม้จะเฮิร์ตนิดๆ แต่ก็ทำใจ นั่งเป็นหัวแถวของทหารพระราชา

ที่สร้างความฮือฮาคือ บิ๊กอ๋อย พล.ท.จิระเดช โมกขะสมิต แม่ทัพน้อยที่ 1 ทหารวงศ์เทวัญเลือดสีน้ำเงิน เพราะเป็นทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ผู้จงรักภักดี เติบโตมาจาก ร.1 รอ. ผ่านทั้งผู้พันและผู้การกรม ผบ.มทบ.13 ผบ.มทบ.11 จนขึ้นมาเป็น รอง เสธ.ทบ. แต่แม้จะเป็นวงศ์เทวัญ แต่ พล.ท.จิระเดช ก็เป็นน้องรักของพี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์ อย่าง บิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม

การที่นายทหารวงศ์เทวัญรุ่นพี่ๆ กรุยทางขึ้นหายใจเหนือผิวน้ำได้ ส่งผลให้วงศ์เทวัญ ยังเติร์ก และวงศ์เทวัญจูเนียร์ ค่อยกลับมามีความหวัง แม้จะยังไม่เป็นแสงที่ปลายอุโมงค์ เพราะส่อเค้า ผบ.ทบ. ต่อจาก พล.อ.ประยุทธ์ ในอีก 4 ปีข้างหน้า จะเป็นบูรพาพยัคฆ์ ก็ตามที

สายวงศ์เทวัญที่ขึ้นมา เช่น บิ๊กตึ๋ง พล.ต.อุทิศ สุนทร ผบ.พล.ร.9 ที่เหนื่อยกับศึกเสื้อแดงไม่น้อย ขึ้นเป็น รองแม่ทัพภาคที่ 1 พล.ต.ประสงค์ ฟักสังข์ ลูกหม้อ ร.1 รอ. เป็น ผบ.มทบ.12 พ.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร รอง ผบ.พล.1 รอ. เป็น ผบ.จทบ.กาญจนบุรี ขณะที่ บิ๊กโชย พล.ต.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ซึ่งเป็นกองพลหลักตอนศึกเสื้อแดง ก็ยังคงนั่ง ผบ.พล.1 รอ. ต่อ และทำให้ภาพของ พล.1 รอ. ขึงขังขึ้น ด้วยเพราะการเป็นทหารนักรบหมวกแดง อดีต ผบ.ร.31 รอ.

ที่ต้องจับตาคือ ผู้การแดง พ.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ (ตท.20) ผบ.ร.11 รอ. ที่กรำศึกเสื้อแดงอย่างเต็มตัว จ่อที่จะขึ้นเป็น รอง ผบ.พล.1 รอ. ในโยกย้ายระดับพันเอกพิเศษ ที่จะคลอดตามโผนายพล และเชื่อกันว่าด้วยผลงานและการเป็นทหาร "ใจถึง พึ่งได้" อีกคนของฝ่ายการเมือง ทำให้เขาถูกวางตัวเป็น ผบ.พล.1 รอ. ในอนาคต แต่ก็ยังไม่อาจมองข้าม บิ๊กต้อม พ.อ.วราห์ บุญญะสิทธิ์ (ตท.18) รอง ผบ.พล.1 รอ. อดีต ผบ.ร.1 รอ. ที่โตมาแบบนิ่มๆ

โดยมีวงศ์เทวัญ ที่ตามจ่อโตขึ้นมา โดยเฉพาะ ตท.20 เพื่อนร่วมรุ่น ของ พ.อ.อภิรัชต์ ที่เป็น ผบ.คุมกำลัง ทั้ง ผู้การอู๊ด พ.อ.ณัฐวัฒน์ อัคนิบุตร ผบ.ร.1 รอ. และ พ.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผบ.ร.31 รอ.

แต่ดูเหมือนว่า บรรดาวงศ์เทวัญเอง ก็ไม่มีใครอยากให้เรียกขานเช่นนั้น เพราะมีนัยแห่งความขัดแย้งชิงอำนาจกับบูรพาพยัคฆ์ พวกเขาจะขอเป็นทหารของชาติ และทหารในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือเรียกขานวงศ์เทวัญเสียใหม่ว่า ทหารพระราชา King?s own Guard อันเป็นถ้อยคำที่ปรากฏบนเสื้อยืดฝึกของทหารในหน่วยรักษาพระองค์

แต่ก็อย่าลืมว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้เปลี่ยนสถานะจากน้องเล็ก มาเป็นพี่ใหญ่ แห่งบูรพาพยัคฆ์ ในฐานะ "ทบ.1" เมื่อ พล.อ.อนุพงษ์ เกษียณราชการ ส่วน พล.อ.ประวิตร ซึ่งแม้จะเป็นพี่ใหญ่ แต่ก็เป็นทหารเก่า นอกกองทัพ

นโยบาย บิ๊กตู่ คือ ดูที่ความสามารถ ทำงานเข้าขา เป็นทีมเวิร์ก ที่สำคัญ ต้องเป็นทหารหัวใจสีม่วงที่มีแต่ความซื่อสัตย์ ตามความหมายของทหารเสือราชินี และเลือดสีน้ำเงิน แห่งความจงรักภักดี

จึงไม่แปลกอีกเช่นกันที่บรรดาบูรพาพยัคฆ์ แต่กระเดียดมาทางสายทหารเสือราชินี ที่โตมาจาก ร.21 รอ. จะขยับขึ้นมา นำโดย บิ๊กโด่ง พล.ต.อุดมเดช สีตบุตร ที่ก้าวขึ้นแม่ทัพภาคที่ 1

ผู้การอิ๊ด พ.อ.ภาณุวัชร นาควงษ์ รอง ผบ.พล.ร.2 รอ. ต้องถูกฉีกออกมาโตนอกหน่วย ให้เป็น ผบ.มทบ.11 เพื่อเปิดทางให้ ผู้การเข้ พ.อ.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ รอง ผบ.พล.ร.2 รอ. น้องรักของ พล.อ.ประยุทธ์ ครองอาวุโส เพื่อเตรียมขึ้นเป็น ผบ.พล.ร.2 รอ. แทน บิ๊กอู๊ด พล.ต.วลิต โรจนภักดี ที่อาจขยับขึ้นรองแม่ทัพภาคที่ 1 ในโยกย้ายครั้งหน้า แต่ครั้งนี้ต้องร้องเพลงรอไปก่อน เพื่อไม่ให้เกิดศึกในหมู่นักรบบูรพา หรือทหารเสือราชินี ด้วยกันเอง

ว่ากันว่า เป็นการปลอบใจ พ.อ.ภาณุวัชร ทหารเสือฯ อดีต ผบ.ร.21 รอ. ที่ไม่ได้เป็น ผบ.พล.ร.2 รอ. แต่ก็ให้ความสำคัญ เพราะความจริงเขา ควรต้องไปเป็น ผบ.มทบ.15 เพชรบุรี หรือ ผบ.มทบ.12 ปราจีนบุรี เพราะ ผบ.มทบ.11 ต้องเอาไว้รองรับ บรรดา ผบ.มทบ. หมายเลขอื่นๆ ที่อาวุโส

แต่เนื่องจากสถานการณ์การเมืองที่ยังวิกฤติ ผบ.มทบ.11 ต้องดูแลความสงบเรียบร้อยในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยมี กำลังรบหลัก 2 กองพัน อย่าง กองพันสารวัตรทหารบกที่ 11 ของ ผู้พันอ๊อบ พ.อ.ฐิติศักดิ์ สมทัศน์ และ กองพันทหารราบ มทบ.11 ของ ผู้พันโต พ.อ.สุชาติ พรมใหม่ ซึ่งเป็นหน่วยพร้อมรบหน่วยแรกที่ถูกส่งเข้าปฏิบัติการเมื่อเกิดปัญหา พล.อ.ประยุทธ์ จึงวางใจ ทหารเสือฯ บูรพาฯ มากกว่า

ไม่แค่นั้น บรรดาทหารเสือฯ บูรพาฯ ยังแอบๆ ไปโตในหน่วยที่ไม่ใช่หน่วยรบ เช่น จังหวัดทหารบก (จทบ.) และ มณฑลทหารบก (มทบ.) ที่หวังผลเรื่องการทำงานการเมืองในพื้นที่ เตรียมพร้อมรับมือศึกเลือกตั้ง ที่อาจจะมีขึ้น หรือไม่มีเลยก็ตาม

แต่กระนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ก็จะพยายามเฉลี่ยโอกาสให้กับลูกน้องที่เติบโตมาใน พล.1รอ. ของวงศ์เทวัญด้วย เพราะอย่าลืมว่า แม้จะมาจากบูรพาทิศ แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็มาเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1 และเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 มาคุมวงศ์เทวัญ ก็ย่อมมีความผูกพันกับบรรดาวงศ์เทวัญด้วยไม่น้อย

เขาจึงลั่นวาจาว่า "เป็นลูกน้องผมทุกคน" และจะดูแลให้ความยุติธรรมกับทุกคน เพราะไม่ต้องการให้เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ จนกลายไปเป็นทหารแตงโมกันหมด แล้วจะสร้างปัญหาให้กองทัพอีก

นัยว่า เมื่อเข้าสู่ยุคของ ป.ประยุทธ์ จะเกิดศัพท์ใหม่เรียกขาน การผสมพันธุ์ของบูรพาพยัคฆ์กับวงศ์เทวัญ ให้เป็น "บูรพาเทวัญ" อันหมายถึง บูรพาพยัคฆ์ จากกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) ที่ถูกส่งมาเติบโตในกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1 รอ.) จนกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน



จะว่าไปแล้ว ต้นตำรับของบูรพาเทวัญ ก็คือ บิ๊กป๊อก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. นั่นเอง เพราะเขาเติบโตทหารเสือราชินี ร.21 รอ. จนมาเป็น ผบ.พล.ร.2 รอ. และข้ามมาเป็น ผบ.พล.1 รอ. ก่อนไต่ขึ้นมาเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 ที่ทำให้เขามีลูกน้องทั้งสองกองพล จนทำให้เขานำการปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 สำเร็จ โดยที่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ถือเป็นบูรพาเทวัญด้วยเช่นกัน เพราะเขาก็เดินตามรอยเท้าพี่ป๊อก มาตลอด

ตั้งแต่ พล.อ.อนุพงษ์ เป็นแม่ทัพภาคที่ 1 เขาก็เอาลูกน้องในบูรพาพยัคฆ์ มาเสียบในวงศ์เทวัญหลายคนจนกลายเป็นพันธุ์ผสมไปแล้ว ทั้ง ผู้พันปริญญ์ พ.อ.ปริญญ์ รื่นภาควุฒิ นายทหารคนสนิท มาเป็น ผบ.ร.1 พัน 1 รอ. จนตอนนี้เป็น เสธ.ร.1 รอ. รอจ่อใหญ่ในอนาคตอันใกล้ ผู้การหมี พ.อ.สิงห์ทอง หมีทอง จาก ร.21 รอ. มาโตใน ร.1 รอ. ก่อนที่จะส่งไปเป็น ผบ.ร.19 ของ พล.ร.9 กาญจนบุรี ซึ่งถือเป็นกองพลในกองทัพภาคที่ 1

เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. ก็ใช่ว่า พล.อ.อนุพงษ์ จะหายไปจากแสงไฟที่ฉายส่อง เพราะผู้คนยังคงติดตามดูว่า ผลงานการแก้ไขวิกฤติทางการเมืองตลอด 3 ปีที่เป็น ผบ.ทบ. เป็น ผบ.ทบ. ที่ผ่านมาแล้ว 4 นายกรัฐมนตรี นี้จะเป็นอย่างไร ท่ามกลางข่าวสะพัดว่า เขาจะเดินตามรอย ป๋าเปรม พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ และ บิ๊กแอ้ด พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี หรือการได้รับใช้ใต้เบื้องยุคลบาท ในกรมสมุหราชองครักษ์ หรือโครงการพระราชดำริต่างๆ

ที่สำคัญเขาถูกจับตามองว่า ที่สุดแล้วจะได้เป็นถึงนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ในเมื่อเขาประกาศที่จะไม่เล่นการเมือง และไม่รับตำแหน่งทางการเมืองใด

แต่หากในสถานการณ์ที่ไม่ปกติเกิดวิกฤติ จนถึงขั้นต้องมีรัฐบาลแห่งชาติในรูปแบบพิเศษแล้ว มีการจัด ครม. ในหมู่ทหารเสือฯ และบูรพาพยัคฆ์ไว้แล้ว แน่นอนว่า เก้าอี้นายกรัฐมนตรี ต้องเป็นของพี่ใหญ่อย่าง พล.อ.ประวิตร ก่อน โดยควบ รมว.กลาโหม ด้วย

โดยตอนนี้มีการเตรียมตั้ง ครม.ป้อม แต่ยังไม่ครบทุกตำแหน่ง แต่จะมีชื่อของ พล.อ.อนุพงษ์ อยู่ในตำแหน่ง มท.1 รมว.มหาดไทย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็น รมว.คลัง นายกรณ์ จาติกวณิช เป็น รมว.ต่างประเทศ นายสุริยใส กตะศิลา เป็น รมว.แรงงาน

แม้ว่า พล.อ.ประวิตร ก็ประกาศที่จะไม่เล่นการเมือง ไม่ตั้งพรรค และมารับตำแหน่งทางการเมืองเช่นกัน แต่กระแสที่สะพัดมาจากฝ่ายการเมืองกลับเชี่ยวกรากว่า เขาจับมือกับ นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ในการตั้งขั้วอำนาจใหม่ อันเป็นสูตรผสมพันธุ์สีเขียวกับสีน้ำเงิน

นัยว่า นายเนวิน จะอาศัย พล.อ.ประวิตร และกองทัพ และกระแสปกป้องสถาบัน เพื่อกรุยทางให้ตัวเองและพรรคภูมิใจไทย เอาชนะคู่แข่งทางการเมือง ซึ่งอาจรวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นครองอำนาจได้ โดยจะใช้ พล.อ.ประวิตร และขุนทหาร เป็นหุ่นเชิดไปก่อน เพื่อปูทางสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรีของตนเองในอนาคต

ขณะที่ฝ่ายทหารเองก็สมยอม เพราะก็ต้องการครองอำนาจรัฐไว้ ไม่อาจปล่อยให้กลับไปอยู่ในมือพรรคเพื่อไทย หรือขั้วสีแดง ได้อีกแล้ว เพราะจะสะเทือนฐานอำนาจ โดยเฉพาะการล้างบางกองทัพ ก็เล็งเห็นแต่นายเนวิน ที่เป็นดาวรุ่ง และชาญฉลาด ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กลายเป็นนักการเมืองที่มีตำหนิจากแผลเสื้อแดงไปแล้ว ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ก็อาจไม่รอดการถูกยุบพรรค

แถมรวมกับการฟันธงหลายครั้งมาตลอดหลายปีของ โหรวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ โหร คมช. ที่ว่า พล.อ.ประวิตร ศิษย์เอก จะเป็นนายกรัฐมนตรี แน่นอนด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้ พล.อ.ประวิตร ถูกจับตามอง เพราะในเมื่อเขาประกาศไม่เล่นการเมือง ไม่ลงเลือกตั้ง แล้วจะเป็นนายกรัฐมนตรีได้อย่างไร นอกเสียจากในสภาวะที่ไม่ปกติเท่านั้น

อีกทั้งการมี พล.อ.ประยุทธ์ และน้องๆ ในกองทัพ ที่มีทั้งบูรพาพยัคฆ์และวงศ์เทวัญ คอยเป็นฐานอำนาจ เพราะอย่าลืมว่า พล.อ.ประวิตร ก็เคยเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 ที่ก็ถือเป็นบูรพาเทวัญด้วยเช่นกัน

"มันจะเป็นไปได้ยังไง นายกฯ ต้องมาจาก ส.ส. แล้วผมไม่เล่นการเมือง ไม่ลงเลือกตั้ง เป็นไปไม่ได้" บิ๊กป้อม ออกตัวสยบข่าว

แต่ทว่า เพื่อนซี้ ตท.6 ของเขาคนหนึ่ง ยืนยันว่า วงในแล้ว พล.อ.ประวิตร เปรยว่า พร้อมทำทุกอย่าง เพื่อกู้วิกฤติชาติบ้านเมือง แม้จะต้องเป็นนายกรัฐมนตรี ก็หาใช่เพราะอยากมีอำนาจ แต่หากเพราะจะเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาได้อย่างเต็มที่

จึงไม่แปลกที่ ตอนนี้ พล.อ.ประวิตร กำลังถูกจับตามองว่า จะกลายเป็น "ป๋า" คนที่สองของกองทัพ เปี่ยมบารมีไม่แพ้ พล.อ.เปรม เลยทีเดียว แถมยังเป็นนายทหารโสดสนิท ที่พร้อมทำงานทุ่มเทให้ชาติบ้านเมืองมาตลอดชีวิตเช่นกันเพราะปกติ พล.อ.ประวิตร ก็เป็นป๋าของเพื่อน ตท.6 อยู่แล้ว ในฐานะประธานรุ่น ที่ดูแลเพื่อนและครอบครัวทุกคน พาเพื่อนและลูกน้องไปเที่ยวต่างประเทศทุกปี จัดงานเลี้ยงรุ่น วันเกิด ปีใหม่ มีของขวัญให้เสมอ โดยมีสัญลักษณ์เป็นรูปไก่ เพราะเกิดปีระกา และตัวอักษรย่อ PW ที่มาจาก Prawit นั่นเอง

แค่ดูจากวันเกิด 11 สิงหาคม ของเขาที่ผ่านมา หรือไม่แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะตอนเป็น ผบ.ทบ. หรือเกษียณไปแล้ว จนมาเป็น รมว.กลาโหม จะมีขุนทหารตบเท้าไปอวยพรวันแน่นบ้าน จึงทำให้ พล.อ.ประวิตร ต้องขอ ทบ. ใช้บ้านพักของเขาเดิม ใน ร.1 รอ. เป็นที่ทำการมูลนิธิป่ารอยต่อห้าจังหวัด ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และเป็นที่พบปะหารือเรื่องชาติบ้านเมืองมาตลอด ตั้งแต่ก่อนปฏิวัติ จนตั้งรัฐบาลพรรค ปชป.

ที่สำคัญ มีประเพณีเปิดบ้าน บิ๊กป้อม นอกจากวันเกิด ที่ ร.1 รอ. แล้ว ทุกวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 31 ธันวาคมของทุกปี ต่อเนื่องกันมายาวนานกว่าสิบปีแล้ว ที่ขุนทหารและผองเพื่อน ขุมกำลังรบ จะสวมกางเกงยีนส์ ใส่เสื้อลายสก๊อต ใส่บู๊ต สวมหมวกเป็นคาวบอย ไปร่วมแฮปปี้นิวเยียร์ ที่บ้านสุขุมวิท 71 ของ บิ๊กป้อม มาตลอด

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่วันนี้ นายทหารในกองทัพจะเรียกขาน พล.อ.ประวิตร อย่างเคารพและกันเองว่า "พี่ป้อม" แต่ในความรู้สึกแล้ว พวกเขารู้ดีว่า นี่คือ ป๋าป้อม ซึ่งมีอำนาจในมือจริงๆ เป็นหัวแถวของบูรพาพยัคฆ์ ซึ่งต่างจาก พล.อ.เปรม ซึ่งมีบารมีเพราะการเป็นประธานองคมนตรีฯ เวลา ผบ.เหล่าทัพมาพบ หรือมาช่วยงาน ก็ด้วยความเกรงใจ แต่ไม่ได้คุมกำลังโดยตรง ขณะที่ พล.อ.ประวิตร นั้น ใช้ความเป็นนายทหารลูกทุ่ง นักรบบ้านนอก ตรงไปตรงมาเป็นกันเอง ในการครองใจลูกน้อง

ในงานวันเกิด 65 ปี ที่ ขุนทหารตั้งแต่ ผบ.เหล่าทัพ จนถึงผู้บังคับกองพัน ตบเท้าอวยพรนั้น จึงได้เห็นภาพ พล.อ.ประวิตร ตบไหล่ ปลอบใจนายทหารลูกน้องหลายคนที่พลาดหวัง พลาดเก้าอี้ โดยเฉพาะ บิ๊กอ๊อด พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ที่ไม่ได้ขึ้นห้าเสือ ทบ.

หรือปลอบใจ พล.ต.วลิต ที่ยังคงต้องเดินใช้ไม้เท้าพยุงทั้งสองข้าง และนายทหารหลายคนที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ 10 เมษายน ที่สี่แยกคอกวัว แต่จะแค่สบตากับนายทหารที่ได้ตำแหน่งสำคัญเท่านั้น ไม่มีการแสดงออกอื่นใด เพื่อไม่ให้คนที่พลาดหวังเสียใจ

พล.อ.ประวิตร เป็นนายทหารอีกคนที่หายใจเข้าออกเป็นเรื่องของชาติบ้านเมืองและสถาบัน "กองทัพเราต้องเป็นหลักในการดูแลชาติบ้านเมือง ให้สงบเรียบร้อย และปกป้องรักษาสถาบันให้มั่นคง"

จากนี้จึงเป็นย่างก้าวที่น่าจับตามองของ 3 ป. พี่น้องแห่งบูรพาพยัคฆ์ เมื่อคนหนึ่ง ขึ้นคุมอำนาจใน ทบ. อีกคนเกษียณจากไป แต่จะยังคงแอบทำหน้าที่ ล็อบบี้ยิสต์สีเขียว อย่างเงียบๆ และอีกคน รอการขึ้นสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรี โดยมีหมายเหตุว่า ในสภาวะที่ไม่ปกติหรือวิกฤติเท่านั้น

อันเป็นการเตรียมพร้อมรับสิ่งที่เลวร้ายที่สุด ในฐานะ 3 ป. ที่เป็นพลังอำนาจที่ค้ำรัฐบาลและค้ำสถาบัน และชาติบ้านเมืองอยู่ จึงไม่อาจให้ความประมาทมาเยือนได้นั่นเอง...
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
 
กระโดดไป: