ดร. เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง กับ พวก ตัวการ “ล้มล้าง” องค์รัชทายาท ร. ๙

(1/3) > >>

ทีมเสรีชน:
  สอาด  จันทร์ดี  เขียน “มหากาพย์การเมือง”  อ่านจุใจ ๑๒ บท
ชุด:  เปิดห้องมืด ลับ ลวง พราง

ตอนที่ ๑ :  ดร. เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง กับ พวก
                   ตัวการ “ล้มล้าง” องค์รัชทายาท ร. ๙
 น
เจ็บใจที่สุดที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนล้มเจ้า ...?
เจ็บใจที่สุดที่ถูกใส่ร้ายว่าเป็นภัยสถาบัน.... ?
         ถ้าเป็นจริงตามนั้น หมายความว่า ณ วันนี้มีคนไทยมากกว่า  ๒๘ ล้านคน เป็นฝ่ายตรงข้ามกับพระเจ้าแผ่นดิน  ตัวเลข ๒๘ ล้านคน ประเมินมาจาก “คนเสื้อแดง” ที่โตวัน โตคืน...อันอาจจะกลายเป็น ๓๘ ล้านคน หรือ ๔๘ ล้านคน ในเวลาอันไม่นาน ถ้าเป็นเช่นนี้ สถาบันพระมหากษัตริย์จะตั้งอยู่ได้อย่างไร
         มีคำถามว่าจริงหรือที่ว่า “คนเสื้อแดง” กำลังจะล้มเจ้า ? แล้วถามว่า ในประเทศนี้มีแต่ “พลเอกเปรม ติณสูลานนท์” สุเทพ เทือกสุบรรณ อภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ  พลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา กับ “เนวิน ชิดชอบ” เท่านั้นหรือที่มีเต็มเปี่ยมไปด้วยความจงรักภักดี    คนอื่นไม่รักพระเจ้าแผ่นดินกระนั้นหรือ
         วันนี้...เรามาถกกันในปัญหานี้อย่างเปิดเผย  และชัดเจน  โดยหยิบเอาชื่อคนในสังคมที่ท่านรู้จักขึ้นมาเป็น “รางรถไฟ” ให้หัวรถจักรได้วิ่งไปบนตัวอักษรเพื่อการอธิบายที่ยิ่งใหญ่  เอาให้เห็นกันจะจะว่า  พวกคุณต่างหาก คือตัวการล้มเจ้าตัวจริง
         จึงขอหยิบเอาคนชื่อ “รศ. ดร. เจิมศักดิ์  ปิ่นทอง” ขึ้นมาเป็นรางรถไฟ ที่ผมกล่าวหาว่าเป็นผู้ล้มล้าง องค์รัชทายาท เมื่อผมกล่าวหาเช่นนี้  คงจะทำให้ประเทศนี้สั่นสะเทือนไปทั้งแผ่นดิน เพราะมี
บุคคลอื่นเกี่ยวข้องมากมาย  โดยเฉพาะได้แก่ “มหาอำมาตย์” ทั้งหลาย
         ขอย้อนกลับไปที่ปี ๒๕๔๙  เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙  ที่พลเอกสนธิ บุณยรัตกลิน  ผบ.ทบ. ในสมัยนั้นทำการปฏิวัติรัฐประหาร ยึดอำนาจการปกครองรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง  ล้มล้าง พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร  นายกรัฐมนตรีคนที่  ๒๓ นั้นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมได้คิด
         ผมตื่นเต้นที่มีทหารเข้ามา “ขัดขวาง” การพัฒนาประเทศอีกแล้ว  และยังได้ล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน (๒๕๔๐) โดยอาศัยอำนาจของหัวหน้าปฏิวัติที่อ้างตัวว่าเป็น “เจ้าของอำนาจรัฐถาธิปัตย์”   (เป็นใหญ่กว่าพระเจ้าแผ่นดิน)  ทำการฉีก
รัฐธรรมนูญทิ้งโดยไม่มีความผิด
         ผมติดตามความเคลื่อนไหวตั้งแต่บัดนั้น  โดยได้ทำเสนอแนวคิดว่ารัฐธรรมนูญแบบไหนที่ประชาชนต้องการ  แล้วได้นำเอาไปมอบให้  น.ต. ประสงค์  สุ่นสิริ ที่ได้ยึดชายหาดบางแสน เป็นที่ประชุม  ผมไปกัน  ๒ คน คือผมกับมหากมล ศรีนอก  โดยหวังว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่  คงจะมีหมวดว่าด้วยการ “เวนคืนที่ดินจากคนรวย ที่หลวง และที่ราชพัสดุ” เอามาจัดสรรให้คนจน
        ผมขอเรียนว่า น.ต. ประสงค์  สุ่นสิริ  ต้อนรับดีมาก
        ดี...จนเชื่อว่า เขาจะหยิบยกเอาไปใช้ไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง ทว่า ...เหลวงทั้งเพ
        เมื่อรัฐธรรมนูญสำเร็จออกมา  ก็ได้เห็นต้นร่างที่ “คณะกรรมการยกร่าง” เพื่อจะได้นำเสนอแก่ สสร. และ สนช.  อันจะได้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่  ที่จะถูกเอามาแทนรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนปี ๒๕๔๐
        ผมอ่านรัฐธรรมนูญใหม่ครบทุกมาตรา
        เมื่ออ่านจบ  ก็ตระหนักแก่ใจว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญในปลายสมัยรัชกาลที่ ๙  ที่มีเจตจำนงแน่วแน่ที่จะ “ขัดขวาง” องค์รัชทายาทมิให้ได้ขึ้นครองราชย์โดยง่าย  อันหมายถึงรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับ “ปลายรัชกาล”! เมื่อผมเข้าใจเช่นนั้น  จึงได้ไปกราบท่าน “พระครูปลัดไพศาล”  ที่วัดแก้วฟ้าบางกรวย จังหวัดนนทบุรี  เพื่อการถวายความเห็น  ว่าจะพิมพ์หนังสือ “รัฐธรรมนูญ” ฉบับ  ล้มพุทธ ล้มเจ้า  หวังจะแจกจ่ายแก่มหาชนให้ได้อ่าน
        ในที่ก็ลงทุนพิมพ์ไป ๕๐,๐๐๐ เล่ม เป็นเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท แจกจ่ายโดยทุนของตนเอง  มิได้ซื้อขายแต่อย่างใด
 ท่านเอ๋ย...ไม่มีใครสนใจ
 อ่านก็อ่านไปอย่างนั้น 
 ไม่เข้มข้น และไม่มีใครเชื่อ
        ในที่สุด...วันเวลาผ่านไป   และผ่านไป  จนในที่สุดก็ได้มีการกล่าวหา “พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร”  และกล่าวหา “คนเสื้อแดง”  ว่าเป็นภัยต่อสถาบัน  เป็นพวกล้มเจ้ารวมทั้งกล่าวหาว่าเป็น “คอมมิวนิสต์” ดังที่สังคมไทยทั้งในและนอกประเทศ ล้วนแต่เคยได้ยิน  อันมิใช่เรื่องที่พูดกันสนุกปากเล่น  เขาพูดใส่ร้ายอย่างจงใจ !
        เมื่อมันมาถึงขั้นนี้  ผมจึงตัดสินใจเขียนกระชากหน้ากากคนที่เลว   ตามความเชื่อของผมเท่าที่มีอยู่  แต่ก็นั้นแหละ  ผมจำเป็นต้องหยิบยกเอาตัวบุคคลที่น่าเชื่อถือ ... เอามาเอ่ยอ้างเป็นพยาน...แม้ท่านจะละโลกนี้ไปแล้วก็ตาม ท่านผู้นั้นได้แก่ ศาสตราจารย์ ธรรมนูญ  ลัดพลี
       “ท่านผู้นี้”  เล่าให้ผมฟังว่า  “มีคนอยู่กลุ่มหนึ่ง  ไม่ยอมให้ฟ้าชายเป็นกษัตริย์องค์ต่อไป  แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร  คนพวกนั้นกำลังคิดหาหนทางขัดขวางอยู่” ?!
        เรื่องราวสั้น-สั้นเรื่องนี้  ทำให้ผมมีอาการแทบว่าจะเนื้อดิ้น
        แต่เนื่องด้วยตัวเองเป็นเพียงนักเขียนน้อยๆคนหนึ่ง  จะทำอะไรได้  จึงได้แต่จดจำเรื่องราวอันไม่น่าเชื่อเรื่องนี้ เอาไว้ในใจ...โดยได้ปล่อยให้กาลเวลาผ่านไปและผ่านไปโดยไม่เชื่อว่าจะมีใครขัดขวางได้  จึงมีความเชื่อเป็นทุนตั้งอยู่ในใจว่าในหลวงของคนไทยองค์ต่อไป  ได้แก่สมเด็จ “พระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร” เมื่อเชื่อเช่นนี้ จึงได้ตั้งรูปไว้บูชาในห้องพระ๒ รูป  คือรูปในหลวง และรูปฟ้าชาย นั้นคือเรื่องเก่าๆที่ผมจำเป็นต้องนำเอามาทบทวน
         แล้วก็มาถึงเรื่องใหม่...เริ่มจากหนังสือ “รัฐธรรมนูญฉบับล้มพุทธ-ล้มเจ้า” ที่ได้พิมพ์แจกไปตั้งแต่ปลายปี ๒๕๕๐ ผ่านมาแล้ว ๔ ปี  โดยที่หนังสือเล่มนี้ มิได้ก่อกระแสให้สังคมได้รับรู้  ตรงกันข้าม  คนที่ทำความชั่วมิได้รับเคราะห์กรรม คนดี และทำแต่ความดี กลับถูกกล่าวหาอย่างร้ายเหลือ
         ผมจึงกลับไปที่หนังสือเล่มเก่าอีกครั้ง  ก็ได้พบว่า  “ข้อผิดพลาดในการนำเสนออยู่ที่การใช้คำว่ารัฐธรรมนูญฉบับล้มพุทธ-ล้มเจ้า”  ซึ่งมันกว้างเกินไป  ถ้าเอาตัวละครมาแฉ หรือเปิดโปงอย่างกล้าหาญ  ก็จะได้ “กระแส” ที่ดีขึ้น  จะมีคนสนใจมากขึ้น เปล่าครับ...ผมไม่สนใจต่อกระแสอะไรทั้งสิ้น สิ่งที่สนใจมากกว่านั้นได้แก่การ “เปิดโปง”  คนที่ทำความผิดให้คนไทยได้รับรู้จะเป็นการ “ช่วยประเทศ” ให้หลุดพ้นจากสงครามแย่งชิงอำนาจ ได้ในระดับหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ ผมจึงได้นำเสนอ “มหากาพย์การเมือง”  ชุด “เปิดห้องมืด ลับ ลวง พราง”
         ตอนที่กำลังอ่านอยู่นี้เป็นตอนที่ ๑  ขอรับ
         ผมขอฟันธงให้สั้นเข้า และรวดเร็วเหมือนจักรผันว่า    “รศ. ดร. เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง” กับ  น. ต. ประสงค์  สุ่นศิริ  กับพวกอีกหลายคน  เป็นกระขวนการ “ขัดขวาง”  ฟ้าชายมิให้ได้ขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ “ในรัชกาลต่อไป”  โดยได้รับใบสั่งให้มาดำเนินการ “ขัดขวาง” ด้วยการใช้รัฐธรรมนูญ เป็นเครื่องมือระดับแผ่นดิน
         ดังนั้น  จึงได้ตราเอาไว้ในรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ตั้งแต่มาตรา ๒๐ ขึ้นไปจนถึงมาตรา ๒๕ ที่มีถ้อยคำวกไปวนมา  อ่านแล้วจับใจความว่า “ราชบัลลังก์หากว่างลง” ให้แต่งตั้ง “ประธานองค์มนตรี”  ขึ้นเป็น “ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์”  แล้วอ่านต่อไปจะพบว่า  “ถ้าผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์” ไม่มีเวลาปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งประธานองค์มนตรี ก็ให้ “คัดเลือก” องค์มนตรีคนใดคนหนึ่งขึ้นมาเป็นประธานองค์มนตรีแทนตำแหน่งที่ท่านไม่มีเวลาทำงานให้
        ผมอ่านรัฐธรรมนูญจำนวน  ๖ มารตราด้วยความพินิจพิเคราะห์  ก็มีคำถามว่าเหตุไรจะต้องให้ “ประธานองค์มนตรี” ไปเป็นผู้สำเร็จ  เหตุไรไม่แต่งตั้งสมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง  ขึ้นมาเป็นผู้สำเร็จ  (นี้คือคำถามที่เกิดในใจข้อที่ ๑) ?! ต่อมาก็มีคำถามอีกว่าหากองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงจากไปตามพระชนมายุที่เดินทางมาถึงตามธรรมชาติอันไม่มีใครหลบให้พนไปได้   ย่อมไม่จำเป็นที่จะต้อง “คัดเลือก” หาองค์พระมหากษัตริย์ ให้ลำบาก มิใช่หรือ ?
        เพราะว่า “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช” ทรงเป็น “สยามมกุฎราชกุมาร”  ตามกฎมณเฑียรบาลอยู่แล้ว  ฟ้าชาย จักได้ขึ้นครองราชย์  ไม่ว่าสุขภาพอนามัยของพระองค์จะเป็นอย่างไร และจะได้ขึ้นครองราชย์ทันที  โดยมิต้องให้ใครมาแต่งตั้งทั้งนี้ก็เพราะสิทธิในการสืบสันตติวงศ์ อยู่ในพระหัตถ์ของฟ้าชายฟ้าชายทรงเป็นที่รู้จักของพสกนิกรมาด้วยเวลาอันยาวนานจะหาความลี้ลับเพียงไรก็หาไม่ ทว่า  “คนพวกนั้น”  ไม่รักพระองค์ท่าน  แต่ไม่กล้าทูลทัดทานด้วยวาจา  พวกเขาขี้ขลาดตาขาว  แล้วหาหนทาง “เอาไปปักไว้” ในรัฐธรรมนูญ ด้วยการตั้งประธานองค์มนตรีให้ขึ้นมาเป็น “ผู้สำเร็จ”  อันหมายความว่า “จะมีการเสาะแสวงหา” พระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ด้วยมือของ “ผู้สำเร็จ”  ซึ่งไม่มีสิทธิ์ที่จะทำอย่างนั้น
        ผมจึงกล่าวหา รศ.ค. เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นต. ประสงค์  สุ่นสิริ  กับพวกอีกจำนวนหนึ่ง  ได้ทำหน้าที่ “ตามใบสั่ง”  เขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมารับใช้อำมาตย์  เพียงเพี่อจะหาหนทาง “ขัดขวาง” สมเด็จฟ้าชายมิให้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน
        ท่านครับ  ผมเขียนหนังสือเปิดโปงไปแล้ว ๔ ปีเต็ม  ไม่อาจให้ค่า แต่ในโลกอินเตอร์เน็ตวันนี้...ผมขอทำหน้าที่ใหม่ ขอนำเสนอ “เนื้อหา” อันน่าทึ่งให้แก่พสกนิกรทั้งหลายได้รับรู้เอาไว้  แล้วจะตอบโต้อย่างไรก็ค่อยว่ากัน  สำหรับประวัติของ “ดร. เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง” คนนี้ ท่านลองอ่านดู ...ดูเสียให้จะจะอ่านแล้วแทบไม่อยากเชื่อว่า เขาได้รับใบสั่งให้ยกร่างรัฐธรรมนูญ  เอาบทบัญญัติอันยิ่งใหญ่นี้มาเป็นกำแพงขวางกั้นสมเด็จฟ้าชายได้ถึงเพียงนี้
นี้หรือคือความจงรักภักดี ?
 
ประวัติ รศ. ดร. เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
        รองศาสตราจารย์ ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง หรือที่นิยมเรียกกันว่า ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เกิดเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2493 ที่จังหวัดอ่างทอง จบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนอำนวยศิลป์, โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา (รุ่นเดียวกับนายบุญคลี ปลั่งศิริ)[1] เศรษฐศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมดีมาก) (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) เศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต (ธรรมศาสตร์) และปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์การเกษตร จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังได้รับเลือกให้เป็นศิษย์เก่าดีเด่นของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
        [แก้] บทบาทอาจารย์และสื่อมวลชน รศ.ดร.เจิมศักดิ์ เคยเป็นอาจารย์ประจำ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ผู้ค้นคว้า วิจัย เชี่ยวชาญ ด้านการตลาดสินค้าเกษตร สินค้าโภคภัณฑ์ และการพัฒนาชนบท เป็นที่รู้จักในบทบาทผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์ ประเภทการเมือง เศรษฐกิจ สังคมด้วย เช่น รายการเวทีชาวบ้าน, มองต่างมุม,เหรียญสองด้าน , ตามหาแก่นธรรม ทางช่อง 11, ฃอคิดด้วยฅนและลานบ้านลานเมือง ทางช่อง 9 ปัจจุบันมีรายการที่ออกอากาศ เช่น รู้ทันประเทศไทย ทาง ASTV ช่อง NEWS1 รายการ "ลงเอย..อย่างไร" ทุกวันพุธ เวลา 21.00 -22.00 น. และรายการ "คลายปม" ร่วมกับ รศ.ดร.เสรี วงษ์มณฑา และ วันชัย สอนศิริ ทุกวันอาทิตย์ เวลา 21.00 -22.00 น.ทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (สทท.) รายการ "มุมมองของเจิมศักดิ์" F.M.92.25 เวลา 08.00-09.30 น. ทุกวันจันทร์-วันศุกร์ และรายการวิทยุ "พูดตรงใจกับ ดร. เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง" ทุกวันอาทิตย์เวลา 10.00 - 12.00 น. ทาง F.M. 92.25 และเป็นคอลัมนิสต์ประจำหนังสือพิมพ์แนวหน้าและในเว็บไซต์ผู้จัดการแบบไม่ประจำ อีกทั้งมีสำนักพิมพ์ของตนเองคือ สำนักพิมพ์ฃอฅิดด้วยฅน พิมพ์และจัดจำหน่ายหนังสือแนวการเมือง เศรษฐกิจ สังคม มีหนังสือของสำนักพิมพ์ฃอคิดด้วยฅน ที่ได้รับความนิยม เช่น รู้ทันทักษิณ 1-5,แปลงทักษิณเป็นทุน ,อยู่กับทักษิณ, การเมืองไทยหลังรัฐประหาร, รู้ทันภาษา รู้ทันการเมือง เป็นต้น
[แก้] การเมือง
        รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เคยได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กรุงเทพมหานคร เมื่อปี พ.ศ. 2543 ถึง พ.ศ. 2549 โดยได้รับการเลือกตั้งจากการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาครั้งแรกของไทย ในวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2543 ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ซึ่ง รศ.ดร.เจิมศักดิ์ได้เบอร 144 และได้คะแนนไปทั้งหมด 196,897 ถือเป็นลำดับที่ 3 ของกรุงเทพมหานคร[2] และก่อนหน้านั้นก็ได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2539 และเป็นหนึ่งในผู้ร่วมการขับไล่ ทักษิณ ชินวัตร ให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วย ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ซึ่งในการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ มีประเด็นของการเรียกร้องให้มีการบรรจุพุทธศาสนาให้เป็นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่ง รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะเกรงว่าจะก่อให้เกิดความแตกแยกกับศาสนาอื่น จึงตกเป็นเป้าโจมตีของกลุ่มผู้เรียกร้อง และเคยได้รับการแต่งตั้งให้เป็น กรรมการและโฆษกประจำคณะกรรมการบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) ด้วย
       ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ออกมาเปิดเผยถูกถอดรายการ "มุมมองของเจิมศักดิ์" ที่เคยจัดอยู่ในวิทยุคลื่น 105 F.M.MHz วิสดอมเรดิโอ ในช่วงเช้าวันธรรมดา โดยผู้บริหารบอกให้มีการเปลี่ยนแปลงผังรายการ ซึ่ง รศ.ดร.เจิมศักดิ์ บอกว่า เป็นคำขู่จากนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี[3]
[แก้] ชีวิตส่วนตัว
        ชีวิตส่วนตัวสมรสกับ ดร.จิตริยา ปิ่นทอง อดีตเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็ม ณ กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็น รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ (นามสกุลเดิม ติงศภัทิย์ เป็นบุตรสาวของ ศ.จิตติ ติงศภัทิย์ อดีตองคมนตรีในรัชกาลปัจจุบัน) มีบุตรสาวหนึ่งคนคือ นางสาวจารีย์ ปิ่นทอง
        ในปัจจุบัน รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศาสตราภิชาน จากมหาวิทยาลัยรังสิตอีกด้วย [4]
หมายเหตุ :
        คอยอ่าน “ตอน ๒”  รายชื่อ “กลุ่มเครือข่าย” ขัดขวางองค์รัชทายาท ? มหากาพย์เรื่องนึ้ จะมีความยาว ๑๒ ตอน
        แต่ละตอนเร้าใจ  สมกับที่เป็น “ลับ ลวง พราง”
        ที่จะเปิด “ห้องมืด” ให้ดูเป็นตอนๆ !

              “สอาด จันทร์ดี”


  http://www.pchannel.org/index.php?name=mahagap&file=readknowledge&id=30

ทีมเสรีชน:
มหากาพย์การเมือง ชุด “เปิดห้องมืด ลับ ลวง พราง”
 ตอน  ๒ : รายชื่อ “กลุ่มเครือข่าย”  ขัดขวางองค์รัชทายาท
                           ยึดโยงกับ ดร. เจิมศักดิ ปิ่นทอง !

เมื่อมหากาพย์การเมืองได้ปรากฏขึ้นในโลกอินเตอร์เน็ต ตอนที่ ๑ ผ่านไป ผมเข้าใจเอาเองว่าคงจะมีคนสงสัยเป็นล้นพ้นว่า  คนอย่าง ดร. เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ซึ่งเป็น  “อนุรักษ์นิยม”ที่แสนดี ทำตัวคล้ายกับว่ารักเจ้ายิ่งกว่าอะไร และงดงามทั้งแท่ง    จะกลายเป็นผู้ไม่จงรักภักดีได้อย่างไร   ท่านผู้อ่านคงจะไม่เชื่ออะไรง่ายๆ 
        ผมไม่ได้ชักชวนให้เชื่อ   
        แต่อยากให้อ่านและตามดูข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับ  ๒๕๕๐ที่ผมได้กล่าวไว้ในตอนที่ ๑ ว่ามีบทบัญญัติ อ่านวกไปวนมา      ทำให้เข้าใจได้ทันทีว่ามีวัตถุประสงค์ที่จะตั้ง “ประธานองค์มนตรี” ขึ้นมาเป็นผู้สำเร็จแทนพระองค์ เพื่อจะให้ไปทำหน้าที่ “เฟ้นหา” องค์พระมหากษัตริย์ในกรณีราชบัลลังก์หากว่างลง
         ท่านผู้อ่านโปรดใช้พิจารณาญาณเอาเองว่า  ทำไมจึงมีคำว่า “ราชบัลลังก์หากว่างลง”  ด้วยเล่า  ในเมื่อประเทศของเราก็ได้ประกาศแต่งตั้ง “องค์รัชทายาท” เอาไว้ตั้งหลายพระองค์ โดยเฉพาะ “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช” ทรงเป็นองค์รัชทายาทองค์ที่ ๑ ที่จะได้ขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ ๑๐ ซึ่งจะเป็นไปตามกฎมณเฑียรบาลทุกประการ ถ้าหาก “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช”  สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเป็นอะไรไปเสียก่อนต่างหากเล่า  ตำแหน่งพระราชา จึงจะไหลไปยัง “องค์รัชทายาท องค์ที่ ๒” หรือ ๓ ตามที่ประกาศต่อพสกนิกรเอาไว้แล้ว แต่ขณะนี้สมเด็จพระบรมยังไม่ทรงหายไปไหน
 แล้วทำไมจึงจะต้องมีผู้สำเร็จขึ้นมาแสวงหาพระราชาองค์ใหม่ด้วยเล่า ตรงนี้เอง คือรอยปริที่แตกออกเป็นร่องลึก ทำให้มองเห็น “กระบวนการลับ ลวง พราง”  กำลังเล่นละคร ลิงหลอกเจ้า  เพื่อจะ “ขัดขวาง” สมเด็จฟ้าชายมิให้ได้เป็นพระมหากษัตริย์  โดยพากันเขียนบทบัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ  อันเชื่อได้ว่า “เขียน” หรือยกร่าง  “ตามใบสั่ง” อย่างแน่นอน คนที่สั่งให้กระทำเรื่องดังกล่าวนี้มิใช่ธรรมดา ?!
        เพราะว่ากว่าจะ “สั่งการได้”  ต้องวางแผนหลายชั้น เริ่มแต่การ    “กระชากเอานายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร มาเป็นเหยื่อ”  เพื่อจะหาทางสร้างปัญหาให้เกิดความขัดแย้งอย่างร้อนแรง  ถึงขั้นยกระดับขึ้นสู่กระแสสูง  จนทหารต้องลากรถถังออกมา หลังจากนั้นก็ได้ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง  เพื่อจะได้สร้างรัฐธรรมนูญใหม่
         รัฐธรรมนูญใหม่  คือเป้าหมายสูงสุดเพื่อจะทำการสกัด ?!
        คนที่ออกใบสั่งเพื่อจะหาทาง “สกัด” มิให้สมเด็จฟ้าชายได้เป็นพระมหากษัตริย์ เป็น “คณะบุคคล-กลุ่มเดียวกัน”  ที่ทำมาตั้งแต่การ “กระชากเอาทักษิณ” มาเป็นเหยื่อแล้วก่อกระแสให้เกิดการรัฐประหาร ต่อมาก็ได้ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง ไปจนถึงการ “ตั้งรัฐบาลทหาร” (คมช.) ขึ้นมาบริหารประเทศ การบริหารประเทศในสถานการณ์ทั้งหมดคราวนั้น  มิได้มีเจตนาเพื่อประชาชนแต่อย่างใด และมิได้เกี่ยวข้องกับปัญหาทางการเมืองใดๆทั้งสิน   หากแต่มันเป็นปัญหา “ปลายรัชกาล” ที่มีคำว่ารัชกาลที่ ๑๐ เป็นโจทย์รออยู่ข้างหน้า บุคคลคณะนั้น เป็นคณะเดียวกันกับที่ได้ออกใบสั่งให้ สสร.และคณะกรรมการยกร่าง  และเป็นคณะเดียวกันที่เล่นเอาเถิดมาจนถึงวันนี้
         มีคำถามว่าบุคคลคณะนั้นเหตุไรจึงพยายามขัดขวาง “สมเด็จพระบรมฯ”  อย่างเอาเป็นเอาตาย  ก็จะมีคำตอบโดยไม่ยากว่า  “เป็นการแย่งอำนาจในปลายรัชกาล” ซึ่งเกิดมาจากความขัดแย้งทางผลประโยชน์ และต้องการ “มีอิทธิเพลเหนือพระเจ้าแผ่นดินองค์ต่อไป” (รัชกาลที่ ๑๐)  ซึ่งคนกลุ่มนี้ครองความมีอิทธิมาโดยตลอด เมื่อหวั่นไหวว่ากลุ่มของตนจะขาดอิทธิพล จึงสร้างสมมุติฐานนานาประการด้วยการก่อกระแสอย่างนั้น -  อย่างโน้น แล้วก็ลากเอาไปวาง “บนรางรถไฟ”  ให้มันวิ่งไปตามรางของมันโดยหวังว่าเมื่อได้วางบนรางรถไฟแล้ว รถด่วนขบวนนั้นก็จะวิ่งไปตามราง ไม่ต้องพะวงจะมีประชาชนเข้าใจผิด
พวกเขาทำงานเป็นกระบวนโดยเอาชาติเป็นเดิมพัน
         แต่ทว่า..เมื่อได้ทำไปแล้ว  แทนที่เรื่องมันจะจบอย่างเงียบเชียบ เหตุการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น พวกเขาพากันเดือดร้อนอย่างหนัก ถึงขนาดดิ้นสุดตัว  ต้องสังหารและเข่นฆ่าประชาชนขนาดนั้น [๑๐ เมษา-๑๙ พฤษภา ๒๕๕๓]
         วันนี้บ้านเมืองผันผวนอย่างหนัก  อำนาจที่พวกเขากุมอยู่ในอุ้งมือก็จะหลุด พวกเขาจึงแตกแขนง แบ่งหน้าที่กันทำเพื่อหาทางป้องกัน  เช่นฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ก็เล่นบททางการเมือง  ทหารเล่นบทความมั่นคง  พันธมิตรเล่นบทถวายคืนพระราชอำนาจ แต่ละกลุ่มแต่ละพวก ยังคงกระหน่ำทักษิณ กับฟาดฟันคนเสื้อแดงเฉกเช่นที่ได้ทำมาแล้ว
         สุดท้ายก็พุ่งเป้าไปที่พรรคเพื่อไทย จะหาทาง “ยุบพรรค” อีกแล้ว
         ปัญหาที่กำลังเกิดถึงขั้นคนไทยแตกแยกกันอย่างหนักในขณะนี้ grnjv เป็นปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้นมาภายหลังโดยพวกเขาก็ไม่คาดคิดมาก่อน  ทำให้พวกเขาไม่อาจหยุดการกระทำได้  จำเป็นจะต้องควบคุมอำนาจให้อยู่ในมือ ไม่เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็จะกลายเป็นฝ่ายล้มเหลวจนถึงขั้นพังทลายในที่สุด
         ผมอยากให้เรื่องที่ผมกำลังนำเสนออยู่นี้อธิบายต่อสถาบันต่างๆได้ทั้งในหลักวิชาและหลักตรรกศาสตร์อย่างถูกต้อง ผมจึงขอนำท่านกลับไปที่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ เพื่อจะขยายภาพให้มองปัญหาชัดมากขึ้น กล่าวคือเมื่อ คมช.ยึดอำนาจได้แล้วก็ได้หาทาง “จัดตั้ง”สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือมีชื่อย่อว่า“ส.ส.ร.”จำนวน ๑๐๐ คน  มีนายนรนิติ เศรษฐบุตร เป็นประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อจะให้เป็นผู้ “ยกร่าง” รัฐธรรมนูญ แต่เอาเข้าจริง สสร. จำนวน ๑๐๐ คนไม่มีใครได้ร่างรัฐธรรมนูญเลยแม้แต่มาตราเดียว  คนที่ยกร่างที่แท้จริงกลับเป็น “คณะทำงาน” อีกคณะหนึ่งเป็นผู้ยกร่าง มีอยู่ ๓๕ คน  แต่ใน ๓๕ คนนั้น มีคนทำงานจริงอยู่เพียง ๓ คน ไม่ใช่ทำงานทั้ง ๓๕ คน  ๓ คนที่ว่านั้นได้แก่
        ๑ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ   อดีตหัวหน้าซีไอเอไทย เป็นหัวหน้า
        ๒. รศ. ดร. เจิมศักดิ์  ปิ่นทอง   นักวิชาการ
        ๓. นายจรัญ ภักดีธนากุล  ข้าราชการตุลาการ
        พวกเขาทั้ง  ๓  คนพากันเป็น “ผู้เชี่ยวชาญ” ชั้นเทพ  หรือชั้นอ๋องดำเนินการยกร่างรัฐธรรมนูญ (ปี ๒๕๕๐) ด้วยความขยันหมั่นเพียร ได้รัฐธรรมนูญ ๑๕ หมวด ๓๐๙ มาตรา  แล้วให้คณะกรรมการยกร่าง ๓๒ คน รับรองร่วมกัน  โดยมีเนื้อหาสาระแตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ มากมาย โดยเฉพาะได้แก่มาตรา “ว่าด้วยราชบัลลังก์หากว่างลง”
        ความหมายของรัฐธรรมนูญมาตรานี้  ได้หนุนส่งให้ “ประธานองค์มนตรี”  ยกขึ้นสู่ระดับ “ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์”  ซึ่งไม่ได้ระบุดอกว่าเป็นพลเอกเปรม ติณสูลานนท์  แต่ในห้วงเวลานี้จะเป็นใครเสียเล่า  นอกจากพลเอกเปรม
        ผมได้นำรายละเอียดของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ปรึกษากับผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ขอสงวนนาม  ท่านบอกว่า  “บุคคลคณะนี้มีหลายกลุ่ม”  แต่ละกลุ่มล้วนแต่มีชื่อเสียงทั้งสิ้น เช่นกลุ่มพรรคประชาธิปัตย์  มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ  นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ นายชวน  หลีกภัย และพวก “สันติอโศก-พันธมิตร” เป็นต้น ผู้ใหญ่ท่านนั้นพูดว่า  พวกเขารู้ดีวาความมุ่งหมายในการยกร่างด้วยการเอาถ้อย คำว่า “ราชบัลลังก์หากว่างลง” มาใช้หมายถึงอะไร  แล้วเหตุไรพวกเขาจึงไม่ทักท้วงเลย รวมทั้งพลเอก สุรยุทธ์  จุลานนท์  พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ก็ไม่ทักท้วง  แสดงว่าพวกเขาเป็นกลุ่มเดียวกันดังที่กล่าวมา
        ท่านครับ  การทำงานของกลุ่มเครือข่ายล้มล้างองค์รัชทายาทประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์ด้วยการมีรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือเอาไว้ทำงาน แต่ทว่าเรื่องมันจะไม่ง่ายเสียแล้ว เพราะว่าหลังจากมหาชนได้รับรู้ความจริง จากการ “เปิดโปง” ของมหากาพย์การเมือง ก็จะทำให้ยุทธการของพวกเขา “ล้มครืน” ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง
         ในขณะเดียวกันนี้ แผนชั่วของเขาที่รวมหัวกัน “กระชาก” เอาท่านทักษิณมาเป็นเหยื่อ   ได้กลายเป็นแผลบาดทะยัก  ทำให้เกิดความแตกแยกในหมู่ของคนไทย อย่างไม่เคยมีมาก่อน   ความผิดพลาดในครั้งนี้  ได้ก่อความเสียหายแก่ประเทศชาติอย่างใหญ่หลวงโดยไม่อาจประมาณมูลค่าได้
         เจ้าของใบสั่งไม่ยีหระต่อความทุกข์ของประชาชน  เพราะพะวงอยู่กับขั้วอำนาจ
         ผู้รับใบสั่ง  คือ ดร. เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง จึงเป็นตัวยึดโยงเข้ากับกลุ่มอำมาตย์กับพวกเครือข่าย ตามกระบวนการที่ได้ทำเอาไว้ แต่มันไม่ง่ายเสียแล้ว  เพราะจะมีคนอยากรู้มากขึ้นว่ามหากาพย์เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงหรือว่าเป็นการใส่ร้ายป้ายสี ?!
         
                                       “สอาด จันทร์ดี

ทีมเสรีชน:
  มหากาพย์การเมือง ชุด “เปิดห้องมืด ลับ ลวง พราง”
 ตอน  ๓ :   ดร. เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง แสบ ! ต้านพุทธ !

 ดร. เจิมศักดิ์ ปิ่นทองในฐานะ “ผู้รับใบสั่ง”  ให้สร้างรัฐธรรมนูญเอาขึ้นมาเป็นกำแพงขวางกั้น “สมเด็จเจ้าฟ้าชาย”  ไม่ให้มีโอกาสขึ้นครองราชย์เป็นรัฐกาลที่ ๑๐  ที่มหากาพย์การเมือง ชุด “เปิดห้องมืด ลับ ลวง พราง” กำลังนำเสนออยู่นี้ นับว่าเป็นบท
ความทางการเมืองที่สะท้อนถึงปัญหา “ปลายรัชกาล ร.๙” ที่ฝ่ายอำมาตย์ที่เกรงกลัวว่าพวกตนจะสูญเสียอำนาจ  จึงพากันสร้าง “ค่ายกลขึ้น”  เพื่อจะขัดขวาง “ฟ้าชาย” ให้ถึงที่สุด  อันเป็นการ “รวมพละกำลัง” ล้มล้างองค์รัชทายาทด้วยการอาศัยรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือ 
        คนที่ยกร่างได้แก่ ๓ เกลอตัวแสบคนเก่านั้นแล
        ที่แสบที่สุดคือ รศ. ดร. เจิมศักดิ์  ปิ่นทอง  กล่าวคือนอกจากได้รับใบสั่งเขียนรัฐธรรมนูญกบฏสำเร็จลุล่วงไปแล้ว ๑ เรื่อง ยังได้ทำตัวทรงอิทธิพล “แสบที่สุด” ไม่ยอมให้บัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติอีก ๑ เรื่อง
        วันนี้ขอเขียนถึง “ดร. เจิมศักดิ  ปิ่นทอง”  เกี่ยวกับเรื่องพระพุทธศาสนา  เพราะมันเป็นเรื่องแสบหัวใจชาวพุทธอย่างยิ่งที่ประเทศไทยไม่ยินยอมให้ศาสนาของคนไทยที่มีมาแต่ดั้งเดิมได้รับการ “รับรอง” เอาไว้ในรัฐธรรมนูญ
         การที่จะเขียนถึงเรื่องพระพุทธศาสนา  จะต้องพรรณนาถึง “ชนชาติไทย” กับพระพุทธศาสนาก่อนว่าชาติไทยนั้น มีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ  แต่ประเทศไทยมีศาสนาอื่นอีก ๕ ศาสนา ไทยจึงมี ๖  ศาสนา คือพุทธ  คริสต์ อิสลาม ซิก ฮินดูและพราหมณ์  โดยศาสนาพุทธมีผู้นับถือ  ๙๔.๒ เปอร์เซ็นต์ อิสลาม ๔.๘ เปอร์เซ็นต์ และคริสต์ ๐.๘ เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นเป็นเปอร์เซ็นต์ของศาสนาอื่น ชาวพุทธเนื้อๆมีจำนวนประมาณ ๖๑.๐๐๐.๐๐๐ คน ในขณะอิสลามมีประมาณ ๔,๐๐๐.๐๐๐ คน  ส่วนคริสต์มีไม่ถึงล้าน
         ด้วยจำนวนเปอร์เซ็นต์ที่สูงอย่างยิ่งเช่นนี้  ชาวพุทธจึงเรียกร้องขอให้ตั้งกระทรวงพุทธ  แต่ไม่อาจจะให้ตั้งกระทรวงได้ จึงมีได้เพียง “สำนักพุทธ”  ตั้งอยู่ที่พุทธมณฑลเมื่อมีสำนักพุทธแล้ว  ชาวพุทธก็อยากให้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ  แต่ไม่อาจได้รับความยินยอมจาก ๓ เกลอ  แม้ว่าพระสงฆ์กับชาวพุทธจะชุมนุมที่หน้ารัฐสภาเป็นเวลานานถึง ๒ เดือนก็ไม่ยอมรับฟัง
         คนที่มีบทบาทในการ “ยกร่าง” ก็คือ  น.ต. ประสงค์ สุ่นศิริ  ดร. เจิมศักดิ์ ปิ่นทองและนายจรัญ   ภักดีธนากุล   ในขณะยกร่างอยู่นั้น  ฝ่ายชาวพุทธที่ชุมนุมเรียกร้องอยู่หน้ารัฐสภาก็ได้พยายามประสานงานติดต่อกับ “คณะผู้ยกร่าง” ตลอดเวลา  โดยมีแนวโน้มว่าจะยอมให้  ทำให้ผู้ชุมนุม  มีอารมณ์สดใส  เชื่อว่าคงจะได้รับข่าวดีเป็นแน่
        ผู้ที่ชุมนุมอยู่ที่หน้ารัฐสภา ประกอบด้วยพระสงฆ์ประมาณ ๑๘,๐๐๐ รูป ญาติโยมอีก ๕,๐๐๐ คน  รายนามของฝ่ายพระนั้นจะไม่นำเอามาเสนอ  แต่รายชื่อของฝ่ายชาวพุทธนั้น ประกอบด้วย “พลเอก ธงชัย  เกื้อสกุล” ดร. เมธาพันธุ์ โพธิธีระโรจน์ อาจารย์ ผศ. เสถียร  วิพรมหา และ สมาน  ศรีงาม เป็นต้น
       นักวิชาการฝ่ายพุทธได้ทำหนังสือชี้แจง ดร. เจิมศักดิ์ ปิ่นทองว่า   การบัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ  จะทำให้ประเทศไทยได้รับเกียรติยศอันยิ่งใหญ่จากองค์การสหประชาชาติ  จะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาแห่งโลก  จะทำให้ “ศาสนาพุทธ” ได้รับการคุ้มครองด้วยความเข้มข้น สมกับประเทศไทยเป็นประเทศพุทธ
        เอาเข้าจริง  ถึงคราวจะบัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ  ดร. เจิมศักดิ์  ปิ่นทอง ได้คัดต้านสุดเหยียด  โดยอ้างว่าจะทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในชาติ  ไม่เห็นควรให้บัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญแม้แต่มาตราเดียว
        จากความแสบตรงนี้ได้ทำให้ดร. เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง กับพวก มิใช่แต่จะเป็นจอมทัพสร้างรัฐธรรมนูญมา “ล้มล้าง”  องค์รัชทายาทเท่านั้นก็หาไม่   ยังได้ “เป็นผู้ลงดาบ”ประหารพระพุทธศาสนาด้วยมือของเขาเอง
        ดร. เจิมศักดิ์แสบจริงหรือไม่จริง ให้ไปกราบถามพระเถระดูขอรับ ?!

                                           สอาด จันทร์ดี

 

ทีมเสรีชน:
   ไขปัญหา  ดร. เจิมศักดิ์  ปิ่นทอง “ลับ   ลวง  พราง” ?!

 มหากาพย์การเมือง ชุดเปิดห้องมืด “ลับ  ลวง  พราง” ได้เขียนถึง ดร. เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง กับพวกว่าเป็นตัวการ “ขัดขวาง” องค์รัชทายาท ติดต่อกันมา ๓ ตอน ก็ได้รับทั้งโทรศัพท์ และ “อีเมล์” จากท่านผู้อ่านว่ามีความสงสัยค้างคาอยู่ในใจ  และอยากรู้ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ?
        นักอ่านท่านหนึ่งจากภาคเหนือถามว่า “กลุ่มเครือข่ายที่ขัดขวางองค์รัชทายาท” ขัดขวางอย่างไร ?  ขัดขวางเพื่ออะไร ? ถ้าขัดขวางได้แล้ว จะเป็นอย่างไร ? ถ้าขัดขวางไม่สำเร็จ จะเกิดอะไร ?  ใครอยู่เบื้องหลัง ?
         ท่านผู้นั้น  กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปัจจุบัน  ข้อมูลเท็จปะปนกัน ?   สับสนจนแยกไม่ออก มันลับ  ลวง  พราง ต่อชาวบ้านนอกยิ่งนัก เพราะรับข่าวสารได้เพียงวิทยุกับทีวี ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องโกหก จนไม่รู้จะเชื่อใครดี    ประเทศของเรากำลังขาดผู้กล้าพูดความจริง  มีแต่เรื่องหลอกลวงเพื่อประโยชน์ของตนเอง อย่างเช่นนักวิชาการ อาจารย์ทั้งหลาย ก็ดูจะโดนเงินง้างปากให้โกหกกันทั้งนั้น
         มาเจอหนังสือของท่าน  อ่านดูแล้วมันเป็นเรื่องจริงที่น่าเชื่อถือ  มีที่มาชัดเจนเอามายืนยันประติดประต่อกันได้  จึงดีใจที่จะได้หลุดออกจากโลกของการหลอกลวงได้ซะที แต่ไม่รู้จะเป็นการรบกวนอาจารย์หรือไม่  ผมเป็น“ลีด” ของเครือข่ายเสื้อแดงแม่ออน สันกำแพง หากมีสิ่งใดแนะนำ จะขอบคุณมาก  ขอให้เขียนยาวๆหน่อยนะครับ  ตอน ๑ อ่านไม่จุใจ
         ป.ล.  ตอนนี้พ่ออุ้ยแม่อุ้ย งงๆ  จะหนุนเสี่ย  แล้วเสื้อแดงจะหลุดพ้นวงจรอำมาตย์หรือจะเดินหน้าอย่างไร  งงไปหมด ?  ท่าทีการนำก็ไม่ชัดจน  ท่านอาจารย์ช่วยกรุณาไขให้หน่อยครับ  ...ลงชื่อ “อุ้ยคำ” ท่านผู้อ่านขอรับ...คำถามของ “คุณอุ้ยคำ”  มีความสำคัญต่อมหากาพย์การเมืองชุดนี้เป็นอย่างมาก  เพราะว่าสิ่งนี้ได้ทำให้ประเทศไทยทั้งประเทศตกอยู่ในสภาวะวิกฤติทั้งทางด้านจิตใจ และยังเกิดผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อสถาบันชาติ  ศาสนา พระมหากษัตริย์  อย่างไม่เคยมีมาก่อน นั้นก็คือสถาบันของชาติอันสูงส่ง  อันเป็นเครื่องหมายของความเป็นชนชาติไทยได้ถูก“พายุความขัดแย้ง”กระหน่ำถึงกับเซหลุนๆทำท่าจะล้มคว่ำลงต่อหน้าฝูงชน ความเลวร้ายมันรุนแรงขนาดนี้ แต่ก็มีความมืดบอดมองไม่เห็นปัญหา
        ดังนั้น เพื่อความกระจ่างของเรื่องนี้  ผมขอทำหน้าที่ “เปิดม่านตา” ให้ประชาชนชาวไทยทั้งแผ่นดินได้รับรู้ความจริง  โดยจะแยกเป็นข้อๆ ดังนี้
        ข้อที่ ๑  ถามว่าอะไรคือต้นตอของปัญหา ?
        คำตอบของเรื่องที่ ๑  นี้ได้แก่ประเทศไทยอยู่ใน “ปลายรัชกาล” ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช  ซึ่งไม่อาจรู้ได้ว่ารัชกาลนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใดรู้แต่ว่า “รัชกาลที่ ๙  จะอยู่ได้ไม่นาน”  เสียแล้ว  แม้ว่าจะมีใครรักพระองค์เท่าขุนเขาก็ไม่อาจเหนี่ยวรั้งเอาไว้ได้ แต่ก็เชื่อว่าพระองค์จะทรงอายุยืนและยาวนานมากกว่าที่คิด
       ในเรื่องเดียวกันนี้หากแม้นว่ารัชกาลที่ ๙ จากไป ณ เวลาใดก็ตาม  ก็มิใช่เรื่องแปลกเพราะเป็นประเพณีของราชวงศ์จักรีที่ยึดถือเป็นแนวทางมาเนิ่นนาน  นั้นก็คือเมื่อพระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ครองราชย์อยู่สิ้นสุดลง  พระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ก็จะขึ้นเถลิงราชสมบัติสืบต่อทันที โดยการ“สืบสันตติวงศ์” อันหมายถึงองค์รัชทายาทจะได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์     โดยมิต้องมีการเลือกตั้ง หรือต้องแต่งจากผู้หนึ่งผู้ใดทั้งสิ้น  กล่าวให้ชัด ถ้าปล่อยไปตามธรรมชาติ  ไม่ต้องมีกระบวนการใดๆมาเกื้อหนุนก็จะเปิดโอกาสให้ “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช” ได้เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๑๐  สืบต่อจากพระราชบิดาได้อย่างไม่มีปัญหา
         ข้อที่ ๒  มีคำถามว่าเหตุไร  จึงเกิดปัญหาปลายรัชกาล  ?
         คำตอบของข้อที่ ๒  เกิดจากพวกอำมาตย์กลุ่มหนึ่งไม่ประสงค์ที่จะให้ฟ้าชายได้เป็นพระมหากษัตริย์ ซึ่งไม่ทราบว่าเกิดมาจากสาเหตุอะไร  แต่ยืนยันได้แน่ชัดว่าอำมาตย์พวกนั้นไม่เอาพระองค์แน่ๆ  ดังจะเห็นได้จากปัญหาของชาติในขณะนี้ เป็นปัญหาปลายรัชกาลอันเกิดจากความพยายามที่จะขัดขวาง  เมื่อขัดขวางไม่สำเร็จ  จึงได้พยายามทำกันต่อ...และต่อ  โดยมิสนใจว่าประชาชนจะเกิดความแตกแยกกันเพียงไร
        ข้อที่ ๓  ถามว่าเขาขัดขวางด้วยวิธีใด ?
        คำตอบของข้อที่ ๓ ตอบว่าเขาใช้รัฐธรรมนูญ เป็นเครื่องมือขัดขวาง   เพราะไม่มีวิธีอื่นที่จะขัดขวางได้ดีไปกว่านี้ 
        ข้อที่ ๔  ถามว่าใช้หลักการในรัฐธรรมนูญแบบไหน  ?
        คำตอบในข้อที่ ๔ ตอบว่า อำมาตย์ได้สร้างรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้น  แล้วเขียนเอาไว้ในรัฐธรรมนูญว่า “ราชบัลลังก์หากว่างลง” ให้แต่งตั้งประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์  นี้คือจุดเริ่มต้น
        ข้อที่ ๕  ถามว่า “ตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์”  ไม่มีสิทธิ์แต่งตั้งพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ ๑๐  แล้วจะกล่าวหา “พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้อย่างไร ?”
        คำตอบของข้อที่ ๕  ตอบว่า “นี้แหละ...คือลับ  ลวง  พราง”  ขนานแท้  ที่จะทำให้มหาชนมองไม่เห็นปัญหาที่เขาวางหมากเอาไว้  หมากมีอยู่ว่า ประธานองค์มนตรีที่ได้รับการแต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์     แม้ว่าจะไม่มีสิทธิ์แต่งตั้งพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ ๑๐  “แต่จะมีอิทธิพลเหนือองค์กรต่างๆ”ประกอบด้วย มีอิทธิพลครอบงำองค์มนตรีทั้งหมด  ครอบงำกองทัพทั้งกองทัพ และยังจะมีอิทธิพลอยู่เหนือคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ....เมื่อมีอิทธิพล  จนสามารถชี้นกเป็นนก  ชี้ไม้เป็นไม้  ก็จะอาศัยองค์กรเหล่านั้น  นำเสนอพระนามองค์รัชทายาทให้ผู้สำเร็จราชการได้นำความขึ้นสู่สภาผู้แทนราษฎร  เพื่อจะให้รัฐสภาประกาศอัญเชิญองค์รัชทายาทขึ้นครองราชย์ ตรงนี้เองคือหมากที่แสนจะลับ  ลวง  พราง  ยากที่จะเข้าใจ แต่ถ้ายอมรับกันในแง่ข้อเท็จจริงว่า  หากผู้สำเร็จสาสามารถสั่งขวาหันซ้ายหันได้  ก็ไม่เป็นการยาก  ที่จะเสนอ “พระเจ้าแผ่นดินองค์อื่น”  ที่มิใช่สมเด็จฟ้าชาย
        คำถามข้อที่ ๖  ถามว่า...แล้วเรื่องมันเป็นอย่างไร ?
        คำตอบของข้อที่ ๖  ตอบว่า “หลังจากทหารได้ยึดอำนาจเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ คราวนั้น  มหาอำมาตย์เชื่อกินขนมได้เลยว่า  อำนาจทั้งปวงอยู่ในมือแล้วทุกประการ   กล่าวคือได้ทำลายพรรคไทยรักไทยสำเร็จ เป็นการ กำจัดก้างขวางคอได้ในระดับหนึ่ง  ต่อมาก็ได้เขียนรัฐธรรมนูญใหม่  โดยหวังว่าเมื่อการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญผ่านไปก็จะได้ “พรรคประชาธิปัตย์” มาเป็นรัฐบาล ถ้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล  ก็ไม่ยากที่จะสั่งการอะไรก็ได้ แต่มันไม่เป็นเช่นนั้น  หลังการเลือกตั้งใหญ่  ปรากฏว่าพรรคพลังประชาชน โดยนายสมัคร สุนทรเวช ได้เป็นรัฐบาล  ได้ทำให้ “มหาอำมาตย์” ถึงกับตะลึง  เพราะนึกไม่ถึงว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนั้น   เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ก็ไม่เป็นไร  ถ้านายสมัครไม่เอาฟ้าชาย...เรื่องก็จะจบ
       แต่ปรากฏว่านายสมัคร  สุนทรเวช มีหัวใจอยู่กับสมเด็จฟ้าชาย  หากเกิดอะไรขึ้นในช่วงพรรคพลังเป็นรัฐบาล ก็จะ “ทูลเชิญ” สมเด็จฟ้าชายขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์อย่างไม่ต้องสงสัย ดังนั้นจึงเกิดข้อขัดข้องอย่างใหญ่หลวงระหว่าง “รัฐบาล”กับผู้ทรงอำนาจ  มีอิทธิพลสูงส่งในสังคมไทย การไล่บี้พรรคพลังประชาชน จึงต้องกระทำต่อ  ...ต่อจนกว่าจะกำจัดให้พ้นจากเส้นทางได้  ความเลวร้ายมันจึงไม่รู้จะจบลงได้อย่างไร
        ข้อที่ ๗  ถามว่าถ้ามหาอำมาตย์ทำไมสำเร็จ จะเกิดอะไรขึ้น ?
        ตำตอบของข้อที่ ๗ ได้แก่ความยุ่งยากจะยังมีอยู่ต่อไป  ทั้งนี้เนื่องจารกปัญหาที่เกิดขึ้นในคราวนี้ได้ประกาศชัดว่า  “มหาอำมาตย์ไม่เอาฟ้าชาย”  อันจะทำให้ความลับแตกดังโพละ  และหากแม้นว่าเกิดเหตุการณ์อันไม่คาดฝัน  หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล  และไปตรงกับแผ่นดินผลัดใบ  ก็จะมีการ “นำเสนอ”พระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่โดยการลงมติของคณะรัฐมนตรี  ที่มหาอำมาตย์ไม่อาจชี้นำพรรคเพื่อไทยได้อีกแล้ว ตรงนี้ไง...ที่เป็นคำตอบว่า แม้พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง  ก็จะไม่ยอมให้เป็นรัฐบาล  ไม่ว่ากรณีใดๆ  การขัดขวางก็จะมีหลายรูปแบบ  ขัดขวางจนพังเค้เก้
         ด้วยเหตุนี้ พวกอำมาตย์ (โดยมีทหารเป็นเครื่องมือ) จึงได้ละเลงขนมเบื้องชนิดเละตุ้มเป๊ะ  กล่าวหา “คนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทย”  เพื่อจะให้เกิดความเสียหายให้ถึงที่สุด  นอกจากการกล่าวหาให้เสียหาย  ยังมีการไล่ล่า  หาหนทางกำจัดให้อ่อนแรง โดยไม่คำนึงถึงศีลธรรมและคุณธรรม  ไม่ว่ากรณีใดๆ
        ท่านครับ  ผมจะขอจบเอาไว้เพียงเท่านี้ก่อน  ผมเชื่อว่ามหากาพย์การเมืองตอนที่ ๔ นี้ได้ไขให้เห็นลักษณะของ “ลับ  ลวง  พราง”  กระจ่างชัดยิ่งขึ้น   แต่ถ้าจะให้กระจ่างมากไปกว่านี้  ต้องปล่อยให้เรื่องในตอนที่ ๔ ผ่านสายตาไปก่อน แล้วจะเกิดคำถามใหม่ว่า  “จะขยายความให้กระจ่างกว่านี้ได้ไหม ?” 
       ไขปัญหา ดร. เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ลับ ลวง พราง  ได้ทำให้คนไทยเข้าใจขึ้นเยอะ ?! แต่จะให้ชัด  ต้องตามอ่าน “ใครอยู่เบื้องหลัง” ...?!

     จาก....“สอาด จันทร์ดี”   

ทีมเสรีชน:
มหากาพย์การเมือง ชุด “เปิดห้องมืด ลับ ลวง พราง”
ตอน ๕ : ใครคือตัวการอยู่เบื้องหลัง... ?!


นายทหารใหญ่ ยศพลเอกท่านหนึ่งโทรบอกผู้เขียนว่าได้อ่านมหากาพย์การเมืองเรื่องนี้แล้วบอกว่าทุกอย่างที่ผมเขียนเป็นเรื่องจริงที่น่าตื่นเต้น เพราะไม่เคยมีใครเปิดเผยมาก่อน จึงนัดแนะให้ผมได้ไปพูดคุยเพื่อจะเล่าความลี้ลับให้ฟัง
        ผมรีบบึ่งไปพบโดยไม่ลังเล เพราะกำลังต้องการเขียนตอน ๕ ว่าด้วยเรื่องใครคือตัวการอยู่เบื้องหลัง  ...?
        เมื่อไปถึง   นั่งจิบน้ำชาที่โรงแรมเจ้าพระยา  แล้วเราก็เริ่มคุยกัน   โดยท่านนายพลเป็นผู้เริ่มขึ้นก่อน  เล่าให้ฟังว่า       “เรื่องราวในมหากาพย์การเมืองจะมีประโยชน์ต่อประเทศชาติ  ถ้าคุณสอาดนำเสนอในแง่มุมที่ชี้ให้เห็นว่า ได้มีกระบวนการลับ ลวง พรางใช้วิธีการสกปรกเล่นงาน พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร คู่แข่งทางการเมืองให้ย่อยยับ โดยมิคำนึงถึงศีลธรรมใดๆเลย”   เล่าจบ  ท่านนายพลนิ่งอยู่อึดใจหนึ่ง
        ครูต่อมา...จึงเล่าให้ฟังอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ดังนี้  ท่านเล่าว่าคนชั้นสูงหรือพวกอำมาตย์ดังที่คนเสื้อแดงเรียกขาน เขม่น พ.ต.ท.ดร. ทักษิณ ชินวัตร  มากที่สุด เพราะเป็นที่ปรากฏชัดแก่สายตาแล้วว่าคะแนนนิยมพรรคไทยรักไทย  เติบใหญ่และก้าวกระโดดสูงลิบ  ทำให้เชื่อได้ว่าพรรคไทยรักไทย  พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร และนักการเมืองในค่ายคิดใหม่ทำใหม่ จะครองความเป็นใหญ่  ยากที่จะหาใครมาล้มล้างพวกเขาได้ !
        อำมาตย์พวกนั้น จึงร่วมมือกับพรรคการเมืองใหญ่  ปรึกษาแนวทางล้มล้างพรรคไทยรักไทย  จึงเริ่มปล่อยออก “ข้อตำหนิติเตียน” กล่าวหา พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร ดังที่ทุกคนทราบ นั้นคือการเริ่มต้นในกระบวนการ ลับ  ลวง  พราง ?
        มันประจวบเหมาะกับปัญหา “ปลายรัชกาล”  ว่าพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๑๐ อย่าให้เป็น “องค์นั้น”  ขอให้เอาองค์อื่น  อะไรทำนองนั้น  จึงได้มีการ “วางแผน” ที่จะสร้างเงื่อนปมแบบ ลับ  ลวง  พราง  เพื่อจะให้การแต่งตั้งองค์รัชทายาทขึ้นเป็นรัชกาลที่ ๑๐ นั้น “ต้องผ่านคณะรัฐมนตี และสภาผู้แทนราษฎร” ทั้งๆที่ในกฎมณเฑียรบาลนั้นไม่ต้องผ่านกระบวนการไหนเลย  ทั้งนี้เนื่องจากได้มีการประกาศแต่งตั้งองค์รัชทายาทเอาไว้เป็นที่เรียบร้อยเนิ่นนานแล้ว  ประกาศดังกล่าวไม่เคยหมดอายุ
       แต่ด้วยเหตุที่บุคคลกลุ่มหนึ่งต้องการ “มีอิทธิพล”  เป็นผู้ยิ่งใหญ่ในประเทศ จึงวางแผนให้เกิดการหักเห  เปลี่ยนจากการ “สืบสันตติวงศ์” ตามจารีตนิยมให้มาเป็นคณะรัฐมนตรีและสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้เสนอ 
       ถ้าเป็นแบบนี้ก็จะมีบุคคล-คนหนึ่ง หรือคณะหนึ่ง ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ทรงอิทธิพลอันจะก่อให้เกิด “อำนาจล้นพ้น” ในประเทศไทยราวกับได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินเสียเอง ตรงนี้แหละที่เป็นต้นเหตุต้องหาหนทาง “ล้มล้าง” รัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐  เพื่อจะได้สร้างเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญใหม่เอามาเป็นเครื่องมือ
        ท่านนายพลพูดมาถึงจุดนี้ก็ได้เปิดปมให้ฟังว่า “ในที่สุด คนสองกลุ่มก็มาพบกันต่างฝ่ายต่างมีปัญหาด้วยกัน จึงสนับสนุนให้มีการปฏิวัติรัฐประหาร ยึดอำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙”
        ทว่า...หลังจากได้รัฐธรรมนูญใหม่  ได้เงื่อนไขในข้อที่ว่า “ราชบัลลังก์หากว่างลง”  อันจะทำให้ผู้ทรงอิทธิพลได้เข้าไปนั่งหัวโต๊ะ ทำหน้าที่เลือกองค์พระมหากษัตริย์ ตามที่ผู้ทรงอิทธิพลต้องการ  แต่สิ่งนั้นดูจะไม่ง่ายเสียแล้ว เนื่องจากการเลือกตั้งผ่านไป ปรากฏวาพรรคพลังประชาชนกลับเป็นผู้ชนะ ทำให้นายสมัคร สุนทรเวช  ได้เป็นนายกรัฐมนตรี 
        ตรงนี้เองที่กระทบอำนาจผู้ทรงอิทธิพลทันที  เนื่องจากผู้ทรงอิทธิพลผู้นั้นจะไม่สามารถ “สั่งให้พรรคพลังประชาชน”  หมุนไปตามความต้องการได้  ในขณะเดียวกันพรรคประชาธิปัตย์หมดสิทธิ์ที่จะได้เป็นรัฐบาลด้วย จึงต้องเล่นงาน-บ่อนทำลายนายสมัคร สุนทรเวชต่อ อย่างสาหัสสากรรจ์  มิคำนึงถึงความถูกต้องแต่ประการใด  เมื่อทำลายนายสมัครแล้วก็ตาม แต่ยังไม่อาจเปลี่ยนแปลงฐานอำนาจได้  ก็จำเป็นต้องถล่มนายสมชาย  วงศ์สวัสดิ์ต่ออีกคนหนึ่ง  ดังที่ทราบ
         ทั้งสองเรื่องกลายเป็นเรื่องเดียวกันอย่างน่าสังเวชใจเป็นที่สุด
         แล้วก็มาถึงวันนี้  มีข่าวออกมาอีกแล้ว...ถ้าพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง  ไม่ว่าชนะแบบธรรมดา หรือท่วมท้นเพียงใดก็ตาม  ก็จะไม่ยอมให้เป็นรัฐบาล   มิใช่แต่เท่านี้  ยังมีกลุ่มพันธมิตร และสันติอโศก ออกมาชุมนุมยาวนานอีกแล้วที่สะพานมัฆวานรังสรรค์  มีการเสนอหลักการ เริ่มตั้งแต่ให้บุกเขมร  ยึดเขาพระวิหารคืน รวมไปถึงการ โหวต โน  [Vote No] ไปจนถึงการถวายคืนพระราชอำนาจ
        ขอพระราชทานนายก มาตรา ๗ และให้ปิดประเทศ ๓ ถึง ๕ ปี ?!
        ท่านนายพลออกความเห็นเพิ่มเติมก่อนจบว่า  “บ้านเมืองสงบยาก”  ดีไม่ดี จะมีความยุ่งยากไม่น้อยกว่า ๗ – ๘ ปี  เพราะว่าไม่ว่าพรรคไหนเป็นรัฐบาล  ก็จะไม่ราบรื่น แม้พรรคเพื่อไทยชนะมาแบบถล่มทลาย ...สุดท้ายก็จะถูกพันธมิตรบุกอีกเช่นเคย
       ผมรับฟังแล้ว...มองเห็นภาพชัด...และรู้อยู่เต็มอกว่าใครอยู่เบื้องหลัง
       ผมถามท่านนายพลว่า  แล้วจะให้ทำอย่างไร...?
       ท่านตอบว่า  “ประชาชนต้องปฏิวัติ...ไม่เช่นนั้นเรื่องไม่จบ ?!”

                                    “สอาด จันทร์ดี”
 

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป