29 กรกฎาคม 2014, 07:31:57
กระทู้ใหม่กระทู้ใหม่

หน้า: [1]   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ระหว่างอีเขียวกับอีแม็กกี้ โดย นิธิ เอียวศรีวงษ์  (อ่าน 1143 ครั้ง)
ทีมเสรีชน
Administrator
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11,308



ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 9 กันยายน 2011, 21:16:32 »

ระหว่างอีเขียวกับอีแม็กกี้ โดย นิธิ เอียวศรีวงษ์



ตลาดเนื้อหมาที่ใหญ่สุดในอุษาคเนย์อยู่ที่เวียดนาม แต่อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าคนเวียดนามเท่านั้นที่กินเนื้อหมา มีคนกลุ่มอื่นที่กินเนื้อหมาอีกหลายเผ่าพันธุ์ในภูมิภาคนี้ เช่น อาข่าหรืออีก้อ เป็นต้น และคงจะมีอีกหลายเผ่าพันธุ์ซึ่งกระจายอยู่ทั่วไปในภาคพื้นทวีปของภูมิภาคนี้

จากประสบการณ์ส่วนตัว คนไทยถือพุทธในภาคเหนือในปัจจุบันก็กินเนื้อหมา ถือเป็นเรื่องสนุกในบรรดาคอเหล้าที่มาพบปะเฮฮากัน เหนือกับแกล้มที่ทำจากเนื้อหมา

โปรตีนเป็นสารจำเป็นในการดำรงชีวิต แม้ไม่จำเป็นต้องกินมากเท่ากับการเขมือบของคนปัจจุบัน แต่ก็ขาดไม่ได้ ก่อนจะมีการผลิตโปรตีนป้อนตลาดอย่างเป็นล่ำเป็นสันเช่นในทุกวันนี้ มนุษย์ย่อมเลือกโปรตีนที่พอหาได้ในท้องถิ่น นับตั้งแต่ปลา, กะปอม, ไข่มดแดง, แมลงนานาชนิด, งู, กบ, เขียด, หนู ฯลฯ และหมา

(หรือแม้แต่เนื้อมนุษย์ด้วยกันเอง---กลายเป็นข้อถกเถียงทางวิชาการในปัจจุบันว่า กินเนื้อมนุษย์ในเชิงพิธีกรรมเท่านั้น หรือมีบางวัฒนธรรมที่กินเอาอิ่มด้วย)

ครั้นเมื่อย่างเข้าสู่เศรษฐกิจสมัยใหม่แล้ว ประเภทของเนื้อสัตว์ที่ใกล้ตัว (เพราะมีขายเกร่อในตลาด และล่าได้ง่ายด้วยธนบัตร) ก็ลดจำนวนลงเหลือเพียงไม่กี่อย่าง ผู้คนเกิดและเติบโตมากับเนื้อสัตว์เพียงไม่กี่อย่างนั้น จนรู้สึกว่าโปรตีนจากเนื้อสัตว์ประเภทที่ไม่มีขายในตลาด เป็นโปรตีนที่น่าขยะแขยง มีแต่คนป่าเถื่อนเท่านั้นที่ยังกินได้

เหลืออยู่แต่หมานี่แหละครับ ที่ก้ำๆ กึ่งๆ ว่าเป็นโปรตีนของคนป่าเถื่อนจริงหรือไม่ เพราะจีน (ส่วนหนึ่ง) ก็กิน และกินมากจนเป็นตลาดใหญ่ของเนื้อหมา เกาหลีก็กิน และเวียดนามก็กิน

อย่างไรก็ตาม ผมออกจะสงสัยว่า การเลือกประเภทของเนื้อสัตว์ให้มีขายในตลาดนั้น คงจะเป็นเหตุผลทางเศรษฐกิจมากกว่าวัฒนธรรม แน่นอนส่วนหนึ่งก็เพราะมีตลาด แต่อีกส่วนหนึ่งมาจากความเป็นไปได้และกำไรในการผลิต เลี้ยงมดแดงเพื่อเอาไข่ ดูเหมือนจะต้นทุนต่ำ เพราะมดหากินเอง แต่ถ้าคิดเริ่มต้นจากซื้อที่ดินปลูกต้นไม้เลี้ยงมดแดง แต่ละรังก็อยู่ต้นเดียวกันไม่ได้ด้วย จะเป็นต้นทุนที่สูงเกินกว่าจะแข่งกับไข่มดแดงตามธรรมชาติที่ชาวบ้านหามาขาย ฉะนั้นจึงสู้เลี้ยงไก่, เลี้ยงหมู, เลี้ยงปลากระชัง, และเลี้ยงงัว-ควายไม่ได้

ผมจึงเชื่อว่า เนื้อนกกระจอกเทศนั้นไม่มีขายในประเทศที่ชาวบ้านสามารถล่านกกระจอกเทศมากินเองได้ มีก็แต่ในประเทศที่ไม่มีนกกระจอกเทศตามธรรมชาติเท่านั้น



กลับมาเรื่องเวียดนามเป็นตลาดเนื้อหมาที่ใหญ่สุดในภูมิภาค ซ้ำน่าจะใหญ่ขึ้นกว่านี้อีกในอนาคต เพราะฐานะทางเศรษฐกิจของคนเวียดนามดีขึ้น ย่อมบริโภคโปรตีนที่ถือกันว่าสุดอร่อยเป็นธรรมดา ประเทศใดในภูมิภาคอุษาคเนย์ที่จะป้อนเนื้อหมาให้เวียดนามได้ดีที่สุด? ก็ประเทศไทยไงครับ

เหตุผลก็เพราะเราเป็นประเทศที่มีหมาจรจัดอยู่สูงที่สุดในภูมิภาคนี้ ประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิม ไม่มีหรือไม่ค่อยมี เพราะมุสลิมรังเกียจน้ำลายหมา จึงไม่เลี้ยงหมา ลาว, กัมพูชา และพม่า มีหมาจรจัดเฉพาะในเขตเมือง ซึ่งไม่เหมาะที่จะล่าหมาเหล่านี้ไปขาย เพราะเอิกเกริกเกินไป

หมาจรจัดมีมากได้ก็เพราะมีอาหารเหลือทิ้งลงในถังขยะสาธารณะ ในหมู่บ้านไทยสมัยก่อน ไอ้แดงอีเขียวในแต่ละครัวเรือน จะเป็นผู้ขจัดอาหารเหลือเหล่านี้ ซึ่งก็มีไม่มากนัก เพราะส่วนที่เหลือแล้วเก็บได้ ไอ้แดงอีเขียวก็อดกิน ฉะนั้น อาหารส่วนใหญ่จึงมักเป็นน้ำข้าว แล้วก็เที่ยวจับสัตว์กินเอาเอง เช่น หนู, งู และกิ้งก่าหรือนก (ผมออกสงสัยเสมอว่า ที่หมาสวนมักดุ เพราะมันหวงแหล่งอาหารของมัน)

จนกว่าผู้คนจะซื้ออาหารถุงกิน และกินไม่หมดเพราะเขมือบได้ลงเพียงเท่านั้น ผู้คนไม่ได้ทำอาหารเองจึงวนเวียนอาหารเหลือไม่เป็น แต่มีเงินมากพอจะซื้ออาหารมาบริโภคเกินความต้องการ จึงเหลือทิ้งอีกมาก นั่นแหละอาหารจึงถูกนำไปรวมไว้ในถังหรือหลุมขยะสาธารณะ เป็นแหล่งป้อนอาหารแก่สุนัขจรจัดจำนวนมากได้

ดังนั้น หมาจรจัดจึงเป็นสัตว์ธรรมชาติ ไม่มีใครต้องเลี้ยงดู มันโตของมันเอง ต้นทุนของการนำเนื้อหมาจรจัดเข้าสู่ตลาดจึงต่ำมาก เสียแต่ค่าขนส่งเท่านั้น ผมไม่ทราบว่าในเวียดนามมีคนลงทุนตั้งฟาร์มเนื้อหมาอย่างจีนหรือยัง แต่ถึงตั้งขึ้นก็ต้องมีโสหุ้ยสูงกว่าหมาจรจัดจากเพื่อนบ้านแน่นอน

ผมจึงบอกว่า ไม่มีประเทศใดในภูมิภาคนี้ที่เหมาะจะป้อนเนื้อหมาให้เวียดนามได้เท่าไทย

และด้วยเหตุดังนั้น ข่าวบางกระแสจึงกล่าวว่า เฉพาะที่จับผู้ค้าได้เป็นเพียงส่วนน้อยที่ลักลอบขนข้ามไปถึงลาวโดยจับไม่ได้มีมากกว่านี้อีกมาก

และผมเชื่อว่า แล้วสักวันหนึ่งข้างหน้า ก็จะจับล็อตใหญ่ๆ อย่างนี้ได้อีก



ผมพยายามชี้ให้เห็นว่า การค้าเนื้อสุนัขในประเทศไทยไม่ใช่ปัญหาทางวัฒนธรรม ถึงใช่ เราก็ไม่น่าจะมีส่วนในการเข้าไปขัดขวางหรือสนับสนุน หลักการคือเราไม่แย่งโปรตีนจากปากของใคร ไม่ว่าโปรตีนนั้นจะเป็นแมงอีนูนหรือหมาก็ตาม นี่เป็นปัญหาด้านเศรษฐกิจครับ สินค้าย่อมไหลไปสู่ตลาดที่มีความต้องการ โดยเฉพาะสินค้าที่มีเหลือเฟือและราคาถูก เพราะแทบไม่เสียต้นทุนการผลิตเลย

ผมไม่ได้ต้องการให้เราหันมาค้าเนื้อหมา เพื่อนำเงินตราต่างประเทศเข้าบ้านนะครับ แต่ขอให้ชัดว่าเรารู้สึกขัดข้องกับการค้าเนื้อหมาข้ามชาติอย่างไรกันแน่

ไม่อยากเห็นการทารุณสัตว์ใช่ไหม? การทารุณสัตว์ในกรณีนี้มีสองอย่าง แต่ไม่เกี่ยวกับการกินนะครับ ไม่อย่างนั้นกินหมู, งัว, ควาย, ไก่, เป็ด ฯลฯ ก็ทารุณสัตว์เหมือนกัน ทารุณอย่างแรกคือการขนส่งซึ่งทำให้หมาบาดเจ็บมาก (ซึ่งเราควรหันมาดูการขนส่งหมู, ไก่, งัว-ควาย ฯลฯ ในบ้านเราด้วย) ถ้านี่เป็นปัญหา ก็ต้องบังคับเกลี้ยกล่อมอย่างไรก็ตาม ให้จัดการขนส่งที่ไม่ทารุณต่อหมา ซึ่งเท่ากับยอมรับอย่างไม่ต้องอายด้วยว่า ประเทศไทยมีส่วนในการค้าเนื้อสุนัข (ซึ่งฝรั่งไม่ชอบ)

ทารุณอีกอย่างหนึ่งคือการฆ่า ผมไม่ทราบว่าในเวียดนามเขาฆ่ากันอย่างไร วีธีที่เขาแก้การทารุณในการฆ่าสัตว์ก็คือการฆ่าเอง เราจะกล้าตั้งโรงฆ่าหมาและขายเนื้อหมาในรูปชำแหละเสร็จ แล้วแช่แข็งแพ็กไปขายทั่วเอเชียหรือไม่? ผมเดาว่าไม่กล้า และอาจไม่คุ้มทุนในระยะยาวด้วย

ถ้าเราไม่อยากทำทั้งสองอย่าง ก็ต้องกลับมาคิดเรื่องหมาจรจัดของเราเอง ว่าจะลดปริมาณได้อย่างไร ไม่เฉพาะแต่ในเขตเมืองนะครับ ในชนบทปัจจุบันก็มีหมาจรจัดอยู่ไม่น้อย

ถ้าเราทำสำเร็จ พลังทางเศรษฐกิจที่จะทำให้ไทยกลายเป็นแหล่งป้อนสินค้าประเภทนี้ก็จะลดลง เที่ยวไล่จับกว่าจะครบล็อตพอส่งได้ ก็ต้องใช้เวลานาน เปลืองโสหุ้ยค่าเลี้ยงดู

แต่การขจัดหมาจรจัดนั้น หากคิดกันแต่เรื่องเทคนิก (เช่น จับตอน, หาคนรับเลี้ยง, เอาไปขังไว้จนกว่าจะแก่ตาย) ผมเชื่อว่าไม่สามารถลดปริมาณลงได้แน่ ก็ใช้เทคนิคนี้มาหลายสิบปีแล้ว ไม่เห็นจะไปถึงไหนเลย หมาจรจัดนั้น เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต (เหมือนเรือด, เหา และแมลงสาบ) การลดปริมาณด้วยเทคนิกเพียงอย่างเดียวจึงไม่เคยให้ผล

ผมรู้ครับว่า การปรับแก้วิถีชีวิตและการบริหารจัดการขยะเป็นเรื่องยากที่สุด แต่นั่นไม่ได้แปลว่าจึงไม่ควรทำนะครับ



คราวนี้มาถึงเรื่องวัฒนธรรม ซึ่งถูกสื่อเน้นให้กลายเป็นจุดขายต่อข่าวการค้าเนื้อหมา

สักสัปดาห์กว่าๆ ก่อนจะเขียนบทความนี้ ปรากฏว่ากองทุนสำหรับเลี้ยงหมาซึ่งถูกจับได้ที่นครพนม มีผู้บริจาคทั่วประเทศถึง 17 ล้านบาท แถมยังมีอาหารหมาที่มีผู้บริจาคสำรองไว้อีก 17 ตัน

ยังไม่พูดถึงความห่วงใยที่ผู้คนส่งไปออกทีวีทางเอสเอ็มเอสกันอีกพะเรอเกวียน รวมถึงคนดังที่โหนหมาให้เป็นข่าวอีกหลายคน

ภาพของสังคมไทยที่ออกมา จึงเป็นภาพของคนรักหมา และเมตตาต่อสัตว์ ตามอุดมคติของคนชั้นกลางซึ่งรับทัศนคติของสัตว์เลี้ยงแบบฝรั่งมาเต็มเปาพอดี

แต่เดี๋ยวก่อน จำนวนหนึ่งของหมาที่จะเอาไปแล่ขายเหล่านี้ เป็นหมาที่ได้มาจากเจ้าของซึ่งแลกหมากับถังและชามอ่างพลาสติกนะครับ

เพื่อนของผมคนหนึ่งเคยถามเจ้าของหมาว่า ไม่รักอีเขียวหรืออย่างไร เจ้าของตอบว่าก็รักอยู่ เพราะเลี้ยงมันมาแต่เล็ก แต่อยากได้ถังพลาสติกนี่

ระหว่างแลกไอ้เขียวกับถังพลาสติก และความอาทรอย่างล้นหลามต่อหมาที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อนเลย คงเป็นความแตกต่างทางวัฒนธรรมจริงอย่างที่เขาว่ากัน แต่ความแตกต่างที่ว่านี้มาจากอะไร ผมคิดว่าความ "ดัดจริต" อย่างเดียวอธิบายไม่ได้

หมาคงเป็นสัตว์เลี้ยงของไทยมานานเหมือนในวัฒนธรรมอื่นๆ (รวมทั้งในวัฒนธรรมที่กินหมาด้วย) แต่หมาที่เป็นสัตว์เลี้ยงแต่ละตัวไม่เคยมีความเป็นปัจเจกอย่างเด่นชัด สังเกตดูชื่อหมาแบบไทยๆ เถิดครับ คือมีแต่ลักษณะของมันเท่านั้น อีเขียว, ไอ้แดง, ไอ้เหลือง, อีนวล ก็มาจากสีขนของมัน ไอ้มอมมาจากปาก อีเตี้ยมาจากขนาดตัว ฯลฯ

ฉะนั้น เมื่อมันจากไป ก็หาตัวใหม่มาเลี้ยงได้ไม่ยาก ความไม่เป็นปัจเจกทำให้ถูกแทนที่ได้เสมอ

ด้วยอิทธิพลฝรั่ง ทำให้คนชั้นกลางมีสำนึกถึงหมาในฐานะที่เป็นปัจเจกในแต่ละตัว อีแม็กกี้เป็นพันธุ์ลาบราดอร์ ขี้ประจบและใจเย็น ไอ้วินสตันเป็นบ๊อกเซอร์ หน้าไม่รับแขก แต่ที่จริงแล้วใจดี เป็นมิตรง่าย ฯลฯ

"เพื่อนที่ดีสุด" แต่ละตัวย่อมไม่เหมือนกัน อย่างที่เพื่อนซึ่งเป็นคนแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน เพื่อนย่อมมีคุณค่า อันแสดงออกได้ด้วยราคาที่ต้องเสียไปในการซื้อ และไม่มีหมาอื่นใดจะมาแทนที่ได้

คนชั้นกลางจึงไม่ได้ผูกพันกับหมา แต่ผูกพันอย่างลึกซึ้งกับอีแม็กกี้และไอ้วินสตัน ซึ่งไม่มีหมาตัวใดในโลกจะแทนที่ได้เลย ดังนั้น เขาจึงพร้อมจะควักกระเป๋าช่วยหมาที่นครพนม (หรือช่วยบริจาคสถานเลี้ยงหมาจรจัดทั้งของรัฐและเอกชน) แต่ให้ไปรับมาเลี้ยงนั้นเกินไป ให้เงินขอทาน ไม่ได้หมายถึงต้องเป็นเพื่อนกับขอทานนี่ครับ
   
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
 
กระโดดไป: