22 ตุลาคม 2014, 16:34:44
กระทู้ใหม่กระทู้ใหม่

หน้า: [1]   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: เปิดตัว "เสธ.แมว" พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร กลางกระแสมีวันนี้เพราะ(พี่)ให้  (อ่าน 6198 ครั้ง)
ทีมเสรีชน
Administrator
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11,303



ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 9 ตุลาคม 2012, 20:14:11 »

  เปิดตัว "เสธ.แมว" พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร กลางกระแสมีวันนี้เพราะ(พี่)ให้ กับดรีมทีม ตท.14 ปั้นฝันดับ "ไฟใต้-ไฟการเมือง"

แม้จะมีอุปสรรคขวากหนามมากมายกว่าจะพายเรือถึงฝั่งฝัน

แต่ ณ วันนี้ "เสธ.แมว" พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร ก็ก้าวขึ้นเป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แบบแบเบอร์นอนมาใสๆ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ก็ถูก 3 อดีตเลขาฯ สมช. ที่ประกอบด้วย นายถวิล เปลี่ยนศรี นายขจัดภัย บุรุษพัฒน์ และ นายสุวิทย์ สุทธานุกูล "จัดหนัก-จัดเต็ม" สกัดการก้าวขึ้นสู่อำนาจ ด้วยการส่งหนังสือถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ท้วงติงกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับโอนย้าย พล.ท.ภราดรจากตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯ ฝ่ายข้าราชการประจำมาเป็นรองเลขาฯ สมช. ด้วยเหตุเพราะการโอนย้ายไม่เป็นไปตามระบบคุณธรรม ใช้เส้นสายและพวกพ้อง หนำซ้ำบุคคลที่จะมากุมบังเหียน สมช. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สำคัญยิ่งของชาติ ต้องเป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ ด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฯลฯ ไม่ได้จำกัดแค่ความมั่นคงด้านการทหารและการป้องกันประเทศเท่านั้น

แต่เสียงทัดทานดังกล่าวก็ไม่เป็นผล เพราะท้ายสุด ครม. ยิ่งลักษณ์ก็ทำคลอดให้ พล.ท.ภราดรเป็นเลขาฯ สมช. คนที่ 17 เมื่ออังคารที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา

ซึ่งเจ้าตัวก็ขอใช้สิทธิพาดพิงชี้แจงข้อกล่าวหาทั้งหมดแบบม้วนเดียวจบ



"ผมยืนยันว่าผมเป็นลูกหม้อตัวจริงของ สมช. เพราะทำงานที่นี่ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2534 สมัย พล.อ.จรัล (กุลละวณิชย์) เป็นเลขาฯ เรียกว่าอยู่มาก่อนเลขาฯ บางคนที่มาด่าผมอีก และก็เข้าๆ ออกๆ ที่นี้อยู่หลายปี บอกได้เลยว่า สมช. เหมือนบ้านผม การได้กลับมาทำงานตรงนี้ก็เหมือนได้กลับมายืนที่เดิม มาอยู่บ้านหลังเดิมที่ที่เราเคยอยู่" พล.ท.ภราดรกล่าว

พร้อมแจกแจงคุณสมบัติความรู้ความสามารถก็พกมาเต็มกระเป๋า ทั้งการเป็นหัวหน้าแผนกนโยบายและแผน กองแผนและการจัด สำนักนโยบายและแผนกลาโหม หัวหน้าฝ่ายสนับสนุนศูนย์ปฏิบัติการต้านการก่อการร้ายสากลของ สมช. รอง ผอ.สมช.ส่วนหน้าลงไปทำงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้กระทั่งโฆษกกระทรวงกลาโหมสั้นๆ ยุค นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกฯ

เรียกว่าไม่ได้ด้อยกว่าเลขาฯ สมช. คนอื่นแต่อย่างใด

เขาย้อนอดีตวันวานให้ฟังว่าเข้ามาเป็นนายทหารประสานภารกิจทางทหารกับ สมช. สมัย พล.อ.จรัล จากนั้นก็อยู่ทำงานต่อในตำแหน่งฝ่ายอำนวยการของ พล.อ.บุญศักดิ์ กำแหงฤทธิรงค์ เลขาฯ สมช. คนต่อมา

ที่ในยุคนั้น พล.ท.ภราดรระบุว่า มีส่วนสำคัญในการประสานของบประมาณ 100 ล้าน จากรัฐบาลเพื่อนำมาสร้างตึก สมช. หลังใหม่ รวมถึงการผุดไอเดียเปลี่ยนชื่อเรียกกองหมายเลขใน สมช. มาเป็นกองที่ใช้ชื่อนำหน้าแทน ส่งผลให้ สมช. สามารถเปิดบรรจุอัตรากำลังพลเพิ่มซีราชการได้มากขึ้นและกลายเป็นอานิสงส์ให้กับหลายคนมาจนถึงทุกวันนี้

แต่ก็ถูกชะตากรรมเก้าอี้ดนตรีเล่นงานหลังถูกส่งกลับกลาโหมในสมัยนายขจัดภัย ก่อนจะคัมแบ๊กมาลืมตาอ้าปากเป็นรองเลขาฯ สมช. อีกครั้งในยุค พล.ท.สุรพล เผื่อนอัยกา แถมยังถูกวางตัวให้เป็นทายาทของ พล.ท.สุรพลหลังเกษียณ

แต่ก็เหมือนชะตาฟ้ากลั่นแกล้งเมื่อการเมืองผลัดใบเข้าสู่ยุคพรรคประชาธิปัตย์ เขาก็ถูกเด้งไปเป็นที่ปรึกษานายกฯ อีกคราว

ก่อนจะผงาดและได้รับคืนความชอบธรรมกลับมาเป็นเลขาฯ สมช. ในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์หนนี้



"ความจริงผมน่าจะได้เป็นเลขาฯ สมช. ตั้งนานแล้วหากไม่โดนกลั่นแกล้ง แต่ผมก็ไม่เคยไปร้องศาลหรือไปโวยวายอะไรกับใคร ผมยอมรับและเข้าใจได้ดีว่าตำแหน่งเลขาฯ สมช. แม้จะเป็นตำแหน่งข้าราชการประจำแต่ก็เหมือนเป็นฝ่ายการเมือง มันไม่ขาวไม่ดำซะทีเดียว ออกเทาๆ มากกว่า เพราะคนที่จะมาเป็นเลขาฯ สมช. ต้องเป็นคนที่ผู้นำประเทศไว้วางใจเขาถึงเลือกมารับผิดชอบ อย่างอเมริกา เลขาฯ สมช. ประธานาธิบดีเขาเลือกเองทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคง อย่างบ้านเราใครเป็นนายกฯ เขาก็ต้องเลือกเลขาฯ สมช. ที่ไว้ใจมาเป็นทั้งนั้น" พล.ท.ภราดรย้ำ

พร้อมยกตัวอย่างสมัย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกฯ ก็หนีบ พล.ท.ศิรพงศ์ บุญพัฒน์ มาเป็นเลขาฯ สมช. คู่ใจ พอสมัยนายสมัคร ก็เลือกใช้ พล.ท.สุรพล

เพราะฉะนั้น บุคคลที่จะมาเป็นเลขาฯ สมช. ส่วนใหญ่ ก็ล้วนเป็นคนที่นายกฯ และรัฐบาลในยุคนั้นให้ความไว้วางใจทั้งสิ้น



ใช่จะมีแต่ข้อหา "ขาลอย" "ขึ้นลิฟต์" หรือ "วิ่งทางลัด" มาเท่านั้น หากแต่ พล.ท.ภราดรยังถูกโจมตีว่ามีวันนี้เพราะ(พี่)ให้ด้วยเช่นกัน เนื่องเพราะถูกมองว่าได้ดิบได้ดีจากสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เพราะไปมีศักดิ์เป็นหลานของ นายปรีดา พัฒนถาบุตร อดีต รมต.ประจำสำนักนายกฯ สมัย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ไปเป็นนายเก่าของ พ.ต.ท.ทักษิณ แถมพ่อแม่และครอบครัวยังเป็นคนพื้นเพและทำธุรกิจที่ จ.เชียงใหม่ งานนี้จึงไม่วายถูกเหน็บเป็น "เสธ.แมวเด็กพี่แม้ว" ไปโดยปริยาย

"ชีวิตผมเลือกเกิดไม่ได้ พ่อแม่ผมเป็นคนเชียงใหม่รู้จักกับคนในตระกูลชินวัตรหมด แล้วจะให้ผมทำไง หลายคนอาจรู้แค่ว่าคุณอาผมคือท่านปรีดาเคยเป็นเจ้านายของท่านทักษิณ แต่ความจริงพ่อผมคือ พล.ท.กอบบุญเป็นเพื่อนสนิทกับ นายเลิศ ชินวัตร พ่อของท่านทักษิณ แต่ส่วนใหญ่คนจะรู้แค่ว่าท่านปรีดาสนิทกับนายเลิศเพราะเป็น ส.ส. พร้อมกัน แต่อาผมเป็น ส.ส. 7 สมัย ส่วนนายเลิศท่านเป็น ส.ส.สมัยเดียวแล้วก็เลิก ที่เลิกเพราะท่านบอกกับพ่อผมว่าเป็น ส.ส. ต้องใช้เงินเยอะไม่เอาแล้วดีกว่า"

พล.ท.ภราดรเผยเหตุผลที่ทำให้นายเลิศพ่อ พ.ต.ท.ทักษิณเลิกและวางมือทางการเมือง ไม่งั้นป่านนี้ประวัติศาสตร์การเมืองไทยอาจถูกบันทึกเป็นอย่างอื่นหากนายเลิศยังเล่นการเมืองต่อไป

เส้นทางชีวิตกับโชคชะตาเป็นเรื่องที่คนไม่อาจลิขิตได้ พล.ท.ภราดรย้อนอดีตไปสมัยเด็กที่ตัวเขาไม่เคยคิดว่าโตขึ้นจะได้เป็นทหาร เพราะในบรรดาพี่น้องทั้ง 4 คน ของตระกูลมีเขาคนเดียวเท่านั้นที่เลือกเดินตามรอยเท้าพ่อเข้ามารับราชการในกองทัพ ขณะที่พี่น้องคนอื่นๆ ขอขีดเส้นทางตัวเองโดยไม่เลือกอาชีพรั้วของชาติ

"ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะพ่อเราเป็นทหาร เราก็เลยซึบซับความอยากเป็นทหารมาตั้งแต่เด็กๆ บ้านเราก็อยู่ในค่ายทหารก็เห็นทหารมาตลอดทั้งชีวิต แม่เล่าให้ฟังว่าสมัยเด็กๆ ผมชอบใส่ชุดทหารมาก เรียกว่าใส่เกือบจะทุกวันเอาไม้กวาดมาถือเป็นปืน ค่ำแล้วบอกยังไงก็ไม่ยอมถอด ต้องรอให้หลับก่อนแม่ถึงจะไปเปลี่ยนชุดทหารออกมาซัก (หัวเราะ)" พล.ท.ภราดรรำลึกวันวานพร้อมรอยยิ้ม

ก่อนเผยให้ฟังว่าเหตุผลที่ทำให้เขาชอบงาน "สาย 2" ถนัดงานด้านการข่าว เพราะอดีต พล.ท.กอบบุญผู้เป็นพ่อเคยทำงานด้านนี้มาก่อน หลายประสบการณ์ในอดีตจึงถูกผ่องถ่ายมาสู่ลูก



การเข้ามารับบทเลขาฯ สมช. ของ พล.ท.ภราดรคราวนี้ เปรียบไปก็เหมือน "นายท้ายความมั่นคง" ของรัฐนาวาปู ที่เขาทราบดีว่ายังมีงานหินรออยู่เบื้องหน้าอีกมาก

ลำพังแค่ดับไฟใต้เรื่องเดียวก็แทบรากเลือดแล้ว ไม่นับรวมไฟการเมือง ไฟกีฬาสีแดง-เหลือง ภัยก่อการร้ายสากล ปัญหาชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน ยาเสพติด ผู้หลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมาย ฯลฯ สารพัดปัญหาชวนปวดหัว

แต่เขาก็มั่นใจว่า "เอาอยู่" และขอปวารณาตัวลุยงานอย่างเต็มที่

"ผมจะพิสูจน์ฝีมือให้ทุกคนเห็น ที่ผ่านมาแม้รัฐบาลจะมีฝ่ายอำนวยการด้านความมั่นคงอยู่แล้ว แต่การทำงานยังไม่เดินหน้าเท่าที่ควร การทำงานของทุกหน่วยด้านความมั่นคงจึงยังไม่คืบหน้าอย่างที่ควรจะเป็น การขยายผลงานในทางลึกจึงทำได้น้อย เราก็จะมาเร่งรัดตรงนี้ให้มีเอกภาพมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น" เลขาฯ สมช. ระบุ

มูลเหตุที่ทำให้เจ้าตัวมั่นใจว่าผลงานด้านความมั่นคงในยุคที่เขาเข้ากุมบังเหียน สมช. จะดีขึ้น เป็นเพราะ ณ ปัจจุบันนี้เหล่าผองเพื่อนเตรียมทหารรุ่น 14 (ตท.14) ต่างพาเหรดขึ้นมายึดหัวหาดหน่วยงานหัวกะทิด้านความมั่นคงของ "กองทัพ-สตช." กันแบบยกแผง

ไล่ตั้งแต่ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ขยับจากแม่ทัพภาคที่ 1 ขึ้นเป็น 5 เสือ ทบ.ในตำแหน่ง เสธ.ทบ. แถมอาจต่อคิวเป็น ผบ.ทบ. ในอนาคต

พล.ท.นุโรจน์ รอดโพธิ์ทอง ผงาดเป็นผู้บัญชาการศูนย์รักษาความปลอดภัย (ผบ.ศรภ.) สดๆ ร้อนๆ

ด้านตำรวจก็มีทั้ง พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง เป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ขาใหญ่คนเดิม

รวมถึง พล.ต.ท.สฤษฎ์ชัย เอนกเวียง ที่เพิ่งก้าวขึ้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล (ผบช.ส.) หมาดๆ เช่นเดียวกับ พล.ต.ท.ภาณุ เกิดลาภผล ที่ข้ามห้วยจาก ผบช.ภ.3 มาเป็นผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) ตท.14 จึงกลายเป็นขุมอำนาจใหม่ขนานแท้และน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง

"รุ่นผมตอนนี้ส่วนใหญ่ดูงานด้านความมั่นคงของประเทศทั้งหมด ล่าสุดก็เพิ่งได้ พล.อ.อุดมเดช มาเป็น เสธ.ทบ. เป็นเลขาฯ กอ.รมน. นอกนั้นก็มี ผบ.ศรภ. ส่วนตำรวจก็มี ผบช.น., ผบช.ส., ผบช.สตม. จะเรียกว่าดรีมทีมก็ว่าได้ เชื่อว่างานด้านความมั่นคงจากนี้ไปจะวิ่งฉิวแน่นอน เพราะส่วนมากก็เป็นเพื่อนกันทั้งนั้น" พล.ท.ภราดรกล่าว ก่อนสรุปวิสัยทัศน์ของ สมช. ยุคใหม่ถึงภาพรวมการดูแลภารกิจความมั่นคงของประเทศ

"ต้องไม่นำประเทศไปสู่ภาวะสงครามเด็ดขาด ทั้งจากปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน เป็นพันธมิตรกับประเทศเพื่อนบ้าน มุ่งแก้ปัญหาภาคใต้โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" พล.ท.ภราดรกล่าว 
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
 
กระโดดไป: