23 พฤษภาคม 2017, 19:30:28
กระทู้ใหม่กระทู้ใหม่

หน้า: [1]   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: บิ๊กตู่" ซูเปอร์เพาเวอร์ กองทัพค้ำเก้าอี้ ทหารเสือชุดดำ พรึ่บ - 2 ลูกรักของ "ป๋า  (อ่าน 2131 ครั้ง)
ทีมเสรีชน
Administrator
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11,304



ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 4 พฤศจิกายน 2014, 07:30:56 »

"บิ๊กตู่" ซูเปอร์เพาเวอร์ กองทัพค้ำเก้าอี้ ทหารเสือชุดดำ พรึ่บ - 2 ลูกรักของ "ป๋าเปรม"
วันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2557 เวลา 23:05:25 น.
 


รายงานพิเศษ

มติชนสุดสัปดาห์ 24-30 ตุลาคม 2557

"บิ๊กตู่" ซูเปอร์เพาเวอร์ กองทัพค้ำเก้าอี้ ทหารเสือชุดดำ พรึ่บ "ป๋าเปรม" กับ "บิ๊กโด่ง-บิ๊กต๊อก" ลูกรัก



เมื่อบิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เกษียณราชการจาก ผบ.ทบ. ไปนั่งเป็น นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. นั้น ทุกสายตาก็จับจ้องไปที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล แทนที่กองบัญชาการกองทัพบก

ด้วยเพราะ คสช. เองก็เงียบไปด้วย เนื่องจากไม่ได้มีการประชุมทุกวันเช่นแต่ก่อนที่จะมีรัฐบาลเฉพาะกาล เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ กำหนดให้ประชุมเดือนละ 1 ครั้ง โดยส่วนใหญ่จะกลายเป็นการประชุมร่วมระหว่าง คสช. กับ คณะรัฐมนตรี ที่กำหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเดือนละครั้ง

ประกอบกับบิ๊กๆ ใน คสช. ก็แปรสภาพไปอยู่ในคณะรัฐมนตรี จึงไม่มีเวลาที่จะแยกตัว แยกหมวกมานั่งประชุม เฉพาะ คสช. ที่ในเวลานี้มี 15 คน ซึ่งรวมทั้ง ปลัดกลาโหม ผบ.สส. ผบ.เหล่าทัพ และ ผบ.ตร.ชุดใหม่ ด้วย

อีกทั้งผู้นำกองทัพในชุดใหม่นี้ ก็ดูจะมีบุคลิกคล้ายกันคือ เงียบๆ นิ่งๆ ทั้งบิ๊กบี้ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ปลัดกลาโหม บิ๊กตั้ม พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผบ.ทร. บิ๊กตู่ พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง ผบ.ทอ.

แต่ที่ตกเป็นข่าว เพราะบทบาทตามภารกิจความรับผิดชอบก็คือ บิ๊กโด่ง พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผบ.ทบ., รมช.กลาโหม และเลขาธิการ คสช. และ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.



ส่วนผู้นำกองทัพที่ใครๆ คิดว่าจะเงียบ ไม่พูด เพราะเป็นนายทหารที่เข้มงวดและเด็ดขาด แบบที่เรียกว่า ดุ เลยทีเดียว อย่างบิ๊กตี๋ พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร ผบ.สส. นั้น ก็เปิดตัวในการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพชุดใหม่ครั้งแรก เมื่อ 20 ตุลาคม ที่ผ่านมา ในการประกาศจุดยืนกองทัพ การสนับสนุน คสช. และรัฐบาล โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี

"ไม่ใช่แค่เชียร์หรือให้กำลังใจอย่างเดียว แต่ต้องทำตามคำสั่งตามที่ท่านมอบหมายให้สำเร็จ ให้ดีที่สุดด้วย มีแต่คำชม ไม่มีคำติติง หรือข้อเสนอแนะใดๆ" พล.อ.วรพงษ์ ระบุ

รวมทั้งการประกาศแสดงความเชื่อมั่น และมั่นใจในตัว พล.อ.ประยุทธ์ ที่จะนำพาประเทศชาติ การบริหารประเทศไปได้ เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมได้

พร้อมกับเชื่อว่า หากมีการปฏิรูป ทั้ง 11 ด้านได้สำเร็จ มีการเลือกตั้งที่ถูกต้อง บริสุทธิ์ ยุติธรรม และได้นักการเมืองที่ดีมาบริหารประเทศ ก็จะไม่มีการปฏิวัติรัฐประหารอีก

แม้จะไม่ใช่เรื่องแปลกที่ พล.อ.วรพงษ์ จะนำแถวแผงอำนาจ ผบ.เหล่าทัพ ออกมาประกาศเช่นนี้ เพราะทุกคนก็เป็น คสช. ด้วยกัน อีกทั้งยังเป็นเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 12 ของ พล.อ.ประยุทธ์ และบิ๊กเจี๊ยบ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ ซึ่งเป็นอดีต ผบ.สส. อีกด้วย

แต่ก็ถือเป็นการสร้างความมั่นใจให้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ว่า จากนี้จะไม่มีสิ่งไม่คาดฝันเกิดขึ้น หากว่าเขาจำเป็นต้องอยู่ในอำนาจต่อไปเรื่อยๆ หรือหากว่า ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาของชาติบ้านเมืองได้



ยิ่งหากมองไปที่กองทัพบก เหล่าทัพที่ใหญ่ที่สุด และเป็นเหล่าทัพปฏิวัติ ที่มี พล.อ.อุดมเดช กุมบังเหียนอยู่ด้วยแล้ว ก็ไม่มีอะไรที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องเป็นห่วง

เพราะถึงอย่างไร ก็เป็นนายทหารเสือราชินี ในสายอำนาจเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ รวมไปถึงบิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม และบิ๊กป๊อก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ที่ได้ชื่อว่าเป็น 3 ทหารเสือ และ 3 ป.แห่งบูรพาพยัคฆ์อีกด้วย เพราะเติบโตมาใน ร.21 รอ. ด้วยกัน ตั้งแต่เป็นนายทหารหนุ่ม

ไม่เช่นนั้นแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ ก็คงไม่เลือกมาเป็น ผบ.ทบ. ไม่เลือกมาเป็นเลขาธิการ คสช. รวมทั้งแถมเก้าอี้ รมช.กลาโหม ให้อีกต่างหากด้วย

จึงไม่แปลกที่ พล.อ.อุดมเดช จะแวะมาที่ทำเนียบรัฐบาลเป็นระยะๆ เพื่อมาพบปะหารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ รวมทั้ง พล.อ.ประวิตร ในบางสถานการณ์ด้วย นอกเหนือจากการไปนั่งทำงานร่วมกระทรวงกลาโหม กันทุกสัปดาห์



ทุกวันนี้ ทั้ง 4 ทหารเสือ คือ พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร พล.อ.อนุพงษ์ และ พล.อ.อุดมเดช ต่างก็ยังคงใช้นายทหารเสือราชินี มาสวมชุดดำ MIB-Man in Black ทำหน้าที่เป็นทีมรักษาความปลอดภัย ในการติดตามดูแล

จนว่ากันว่า ทีมนายทหารเสือราชินี ที่ผ่านการฝึกหลักสูตรทหารเสือและการอารักขาบุคคลสำคัญนั้นแทบหมดกรมแล้ว เพราะใช้จำนวนมาก ทั้งส่วนล่วงหน้า และทีมติดตาม โดยเฉพาะของ พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี จะใช้จำนวนมากที่สุด

ด้วยเพราะการ รปภ. "สร.1" นั้น ถือว่าต้องเข้มงวด ยิ่งหน่วยความมั่นคงประเมินว่า ยังมีคลื่นใต้น้ำเคลื่อนไหวอยู่ จึงต้องมีการดูแลอย่างใกล้ชิด

ทุกครั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะเข้าทำงานที่ทำเนียบรัฐบาลในช่วง 8 โมงเช้า และตอนเย็นซึ่งไม่เป็นเวลานั้น จะต้องมีทีมทหารจาก กรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ (ป.1 รอ.) มาดูแลใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่สูงข่มทั้งภายในและรอบนอกทำเนียบรัฐบาล เนื่องจากเป็นช่วงที่ขบวนรถของนายกรัฐมนตรี จะต้องชะลอตัว รวมทั้งมีตำรวจสันติบาล มาวางกำลังดูแลในแต่ละวง ตั้งแต่ชั้นในจนถึงรอบนอก

เรียกได้ว่าในเวลานี้ ทีมอารักขาของทหารเสือราชินี ร.21 รอ. ขายดีมากจนแทบจะฝึกกันไม่ทัน จนเป็นเหตุผลหนึ่งที่ พล.อ.อุดมเดช ผบ.ทบ. จะต้องนำทหารรบพิเศษจากกองพันจู่โจม ลพบุรี มาเสริมทีม รปภ. ด้วย เพราะในอดีต ในอัตรากำลังทหาร รปภ.ผบ.ทบ. นั้น จะมีทหารรบพิเศษรวมอยู่ด้วย แต่ทว่าในยุคที่ พล.อ.อนุพงษ์ จนมาถึง พล.อ.ประยุทธ์ เป็น ผบ.ทบ. นั้น ใช้แต่ทหารเสือราชินีเท่านั้น ไม่ใช้ทหารรบพิเศษเลย

แต่ในเวลานี้ เพราะว่ามี พล.อ.ศุภวุฒิ อุตมะ ที่ปรึกษา รมช.กลาโหม เพื่อนเตรียมทหาร 14 ของ พล.อ.อุดมเดช ที่เป็นอดีต รอง ผบ.หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ มาดูแลให้อีกแรงหนึ่งด้วย เพราะผ่านการฝึกมาเป็นอย่างดี และอุปกรณ์ต่างๆ พร้อม

พล.อ.อุดมเดช จึงไม่ต้องพะวงหน้าพะวงหลัง...



แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเป็นที่จับตามองในแง่ความสัมพันธ์กับบิ๊กต๊อกพล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ที่พลาดหวังจากเก้าอี้ ผบ.ทบ. และถูก พล.อ.ประยุทธ์ ส่งไปเป็น รอง ผบ.สส. ที่ บก.กองทัพไทย นั้น มีเรื่องคาใจกันหรือไม่

ยิ่งเมื่อ พล.อ.อุดมเดช มาโยกย้ายนายทหารระดับผู้บังคับการกรม ที่เป็นสายอำนาจของ พล.อ.ไพบูลย์ ออกจากการคุมกำลังรบ และขุมกำลังปฏิวัติ ออกหมดด้วยแล้ว จนมีข่าวสะพัดว่ามีความขัดแย้งกันก็ตาม

แต่ล่าสุด พล.อ.อุดมเดช และ พล.อ.ไพบูลย์ ที่นอกจากจะพบกันในการประชุมคณะรัฐมนตรี และร่วมงานต่างๆ ในฐานะรัฐมนตรี กันเป็นปกติแล้วก็ตาม เมื่อครั้งที่ทั้งคู่ไปร่วมงานเปิดโครงการสานใจไทยสู่ใจใต้ เมื่อสัปดาห์ก่อน เพื่อไปรับป๋าเปรม พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ด้วยนั้น ทั้งคู่ก็ดูชื่นมื่นพูดคุยกันอย่างสนิทสนมเพราะนั่งติดกัน

แถมทั้งยังมี พล.อ.เปรม มาทำหน้าที่เสมือนกาวใจในการชวนทั้ง พล.อ.อุดมเดช และ พล.อ.ไพบูลย์ พูดคุยตลอดเวลาที่นั่งใกล้กัน

เพราะสำหรับป๋าเปรมแล้ว มีความสนิทสนมรักใคร่ ทั้ง พล.อ.อุดมเดช และ พล.อ.ไพบูลย์ เนื่องจากเมื่อครั้งที่ทั้งคู่เป็นแม่ทัพภาค 1 ต่อเนื่องกันนั้น ก็จะมาหาป๋าเปรมที่บ้านสี่เสาเทเวศร์บ่อยๆ มาคุยและมาเดินออกกำลังกายทุกๆ เย็นที่สวนหน้าบ้านเสมอๆ จนป๋าเปรมเรียกติดปากว่า "แม่ทัพโด่ง" แต่ตอนนี้เรียก "ผบ.โด่ง" แล้ว และเรียก พล.อ.ไพบูลย์ ว่า "แม่ทัพต๊อก"

แม้ป๋าเปรมอาจจะไม่ได้ล่วงรู้ว่าในใจของลูกรักทั้งสอง จะมีรอยร้าวเล็กๆ อยู่ก็ตาม แต่ท่าทีของป๋าเปรมก็เป็นการสยบความขัดแย้งที่กำลังถูกจับตามองเขม็งไปได้เลยทีเดียว ไม่ว่าในใจของทั้งคู่จะมีอะไรค้างคาอยู่อีกหรือไม่ก็ตาม

ท่ามกลางการจับตามองว่า นี่อาจเป็นเกมลึกที่แสนเหนือชั้นของป๋าเปรม อดีตนายกรัฐมนตรี 8 ปี ด้วยก็เป็นได้ ในการที่จะยึดโยงหัวใจของ พล.อ.อุดมเดช และ พล.อ.ไพบูลย์ ไว้ ในฐานะลูกรักป๋าในเจนเนอเรชั่นใหม่

เพราะต้องยอมรับว่า บรรดานายทหารลูกป๋านั้น เกษียณราชการ พ้นจากอำนาจไปกันหมดแล้ว ผู้นำกองทัพหรือบิ๊กๆ คนสำคัญในกองทัพเวลานี้ พล.อ.เปรม แทบไม่รู้จักใคร จึงไม่แปลกที่ ผบ.เหล่าทัพ ชุดใหม่จะต้องมาเข้าพบและแนะนำตัว

ดังนั้น การมีบิ๊กโด่งและบิ๊กต๊อกเป็นลูกรัก จึงมีแต่ผลดี ยิ่งในยามที่ใครๆ ก็มองว่าแผงอำนาจของป๋าเปรม และลูกป๋า กำลังจะอัสดง ในขณะที่แผงอำนาจของ 3 ป. ป้อม-ป๊อก-ประยุทธ์ ขึ้นมาทั้งแรงและยาวนานต่อเนื่องเช่นนี้



ในเวลานี้ พล.อ.อุดมเดช ซึ่งมีเวลาบนเก้าอี้ ผบ.ทบ. แค่ปีเดียวเท่านั้น จึงต้องเร่งการทำงานตามที่ได้ประกาศไว้เป็นนโยบายทั้ง 12 ประการ รวมทั้งการแก้ปัญหาภาคใต้ ที่เชื่อกันว่า พล.อ.อุดมเดช จะผลักดันให้บิ๊กโบ้ พล.อ.อักษรา เกิดผล ประธานที่ปรึกษา ทบ. เพื่อน ตท.14 ได้รับเลือกจาก พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.ประยุทธ์ ให้เป็นหัวหน้าทีมพูดคุยสันติภาพได้ แม้จะมีความพยายามจากฝ่าย นายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาฯ สมช. ก็ตาม

รวมทั้งการผุดโครงการใหญ่เพื่อเทิดพระเกียรติ ด้วยการสร้าง "ลานมหาราช" ขึ้นที่ กรมนักเรียนนายสิบทหารบก หรือ ค่ายกองพลทหารราบที่ 15 เดิม ที่ปราณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ โดยจะเนรมิตพื้นที่กว่า 300 ไร่ ให้เป็นลานสวนสนาม ที่มีรูปปั้นของมหาราชทั้ง 9 พระองค์ของไทย ขนาดความสูง 18 เมตร พร้อมพิพิธภัณฑ์ ตั้งตระหง่านหันหน้าออกสู่ทะเลหัวหิน และด้านหลังติดภูเขา ที่เชื่อกันว่าจะเป็นลานอเนกประสงค์ที่สวยงามมากอีกแห่งของประเทศไทย

โดยที่ พล.อ.อุดมเดช ต้องการจะเทิดพระเกียรติสถาบันกษัตริย์ของไทย และเป็นสถานที่สวนสนาม เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งของหัวหินด้วย

โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างให้เสร็จก่อนที่เขาจะเกษียณราชการ และใช้วันทหารราบ 24 กันยายน 2558 ประเดิมการสวนสนามส่งท้ายก่อนเขาเกษียณราชการอีกด้วย



ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ เองนั้น แม้จะเป็นนายกรัฐมนตรี แต่เขาก็ยังคงเฝ้ามองการทำงานของ ผบ.เหล่าทัพชุดใหม่ โดยเฉพาะ พล.อ.อุดมเดช ผบ.ทบ. อยู่อย่างเงียบๆ เพราะเขาก็ยังเป็นหัวหน้า คสช. ที่มีอำนาจสูงสุด เหนือกว่านายกรัฐมนตรี ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เป็นซูเปอร์เพาเวอร์อยู่ดี นั่นเอง

แม้ว่าจะมี พล.อ.ประวิตร มาเป็น รมว.กลาโหม ให้ก็ตาม แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ส่งบิ๊กเสี่ย พล.อ.กลชัย พรรณเชษฐ์ เพื่อนสนิทร่วมรุ่น เตรียมทหาร 12 มาเป็นเลขานุการ รมว.กลาโหม ช่วยงาน พล.อ.ประวิตร ด้วย

แต่ถ้ามีอะไรที่ต้องตัดสินใจ พล.อ.อุดมเดช ก็จะแวบมาหา พล.อ.ประยุทธ์ ที่ทำเนียบรัฐบาล หรือปรึกษา พล.อ.ประวิตร ก่อนด้วยเสมอ

ด้วยเพราะ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยังคงเป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจทั้งปวง ในฐานะที่เป็นหัวหน้ารัฐบาล และเป็นหัวหน้า คสช.

ยิ่งหลังจากเดินทางกลับจากการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชีย-ยุโรป หรือ ASEM ที่อิตาลี เมื่อ 16-17 ตุลาคม ที่ผ่านมาแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ ยิ่งมั่นใจในตัวเองมากขึ้นว่า แม้จะเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการรัฐประหาร ก็ไม่ได้ถูกต่อต้านหรือรังเกียจใดๆ

"ไม่มีใครแสดงทีท่ารังเกียจ หรือต่อต้านใดๆ แม้แต่คำเดียว" บิ๊กตู่ ระบุ

ท่ามกลางเสียงกระซิบที่ว่า ธรรมเนียมของฝรั่งมังค่าแล้ว เป็นมารยาทในการต้อนรับกระชับมือ ไม่มีการแสดงออกว่าไม่ยอมจับมือด้วย แต่จะไปแสดงออกในทางอื่นแทน

แต่ทว่า พล.อ.ประยุทธ์ ก็มั่นใจว่าเวทีโลกไม่รังเกียจนายกรัฐมนตรีจากการปฏิวัติ เช่นตนเอง จนถึงขั้นที่เขาประกาศอย่างมั่นใจว่า กลุ่มคลื่นใต้น้ำ ที่พยายามเคลื่อนไหวอยู่ในเวลานี้ จะอยู่ได้แค่ใต้น้ำเท่านั้น เพราะมาเคลื่อนไหวตอนนี้ อันตราย เนื่องจากไม่มีใครเห็นด้วย เพราะเชื่อว่าประชาชนเข้าใจ อยู่กับเรามากขึ้น แม้แต่ประเทศต่างๆ ก็เข้าใจประเทศไทยมากขึ้น

นี่จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งเป้าไปเยือนต่างประเทศ และประชุมในต่างประเทศ มากขึ้น ทั้งการไปเยือนกัมพูชาปลายเดือนตุลาคมนี้ และการไปประชุมเอเปคที่จีน และประชุมอาเซียนที่พม่าอีกครั้ง ในเดือนพฤศจิกายนนี้

ก่อนที่จะเดินสายเยี่ยมพี่น้องประชาชนในภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ในช่วงก่อนและหลังปีใหม่ เพื่อมอบของขวัญให้ประชาชน

ด้วยเพราะ พล.อ.ประยุทธ์ ยังคงเชื่ออย่างสนิทใจว่า มีคนที่รักเขามากกว่าคนที่เกลียดชัง และยังมั่นใจกับอำนาจในมือที่มีกองทัพทั้งกองทัพค้ำเก้าอี้ให้อย่างมั่นคงและแข็งแรง พร้อมที่จะต่อสู้กับภัยคุกคามทุกรูปแบบ ก็ว่าได้

แบบว่า พกความมั่นใจมาเต็มกระเป๋าเลยทีเดียว....   
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
 
กระโดดไป: