31 กรกฎาคม 2014, 08:17:23
กระทู้ใหม่กระทู้ใหม่

หน้า: [1]   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: การกลับมาอีกครั้งของ "พล.อ.สพรั่ง" เปิดลับ "จำลอง-บิ๊กบัง"  (อ่าน 7697 ครั้ง)
ไม่มายด์
Global Moderator
Sr. Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 486


ดูรายละเอียด อีเมล์
« เมื่อ: 28 มิถุนายน 2008, 09:22:47 »

   รายงานพิเศษ
 

ปฏิบัติการล่า "วีรบุรุษ" การกลับมาอีกครั้งของ "พล.อ.สพรั่ง" เปิดลับ "จำลอง-บิ๊กบัง" และภารกิจลับของ "พล.อ.ปฐมพงษ์"

เคยถูกเรียกว่าเป็น "วีรบุรุษ" แห่ง 19 กันยาฯ ที่ขึ้นต้นสวย แต่ทว่า เมื่อจบลงไม่งาม พ่ายแพ้ ล้มเหลว จึงพลอยทำให้บิ๊กเปย พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร หลุดจากการเป็นวีรบุรุษไปด้วย

ยิ่งเมื่อปรากฏท่าทีแห่งการแปรพักตร์ หลังพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้งและนำทีมจัดตั้งรัฐบาล เมื่อกลับลำพูดถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

"จริงๆ แล้วเราไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน ตอนที่ผมเป็นแม่ทัพภาคที่ 3 ก็ได้รับเกียรติจาก พ.ต.ท.ทักษิณ มากพอสมควร ถือว่าดีที่สุดในยุคที่การเมืองเข้มแข็งขนาดนั้น ก็ต้องให้เครดิตกับอดีตนายกฯ ส่วนจุดหักเหของความขัดแย้งก็ไม่ได้มีอะไร ไม่ได้เกิดที่ตัวบุคคล แต่เกิดจากความไม่สบายใจ และสิ่งแวดล้อมคนใกล้ตัวพาดพิงถึงเบื้องสูง ไม่ได้เกี่ยวกับตัว พ.ต.ท.ทักษิณ"

ไม่นับรวมการนับญาติกับ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม และการอนุมัติให้ทีโอทีร่วมกับบริษัท AIS ได้ทำโครงการโทรศัพท์มือถือ ระบบ 3G ก่อนที่เขาจะเงียบหายไปมีความสุขกับการทำงานบนเก้าอี้รองปลัดกลาโหม

แต่จู่ๆ พล.อ.สพรั่ง ก็กระโดดเข้าสู่เบื้องหลังเวทีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ ประหนึ่งว่า มีบัญชาจากสวรรค์ ให้เขาต้องคัมแบ๊กอีกครั้ง แต่หาใช่การไปปรากฏตัว แม้หัวใจเรียกร้องก็ตามที

อาจไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะ พล.อ.สพรั่งกับกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งเคยร่วมปฏิบัติการจนทำให้เกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มาแล้ว

แม้ว่าในภายหลัง สัมพันธ์ของเขากับแกนนำกลุ่ม อย่าง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่เคยทุ่มสุดตัวเชียร์ให้ พล.อ.สพรั่ง เป็น ผบ.ทบ. ต้องร้าวฉานไปด้วย เพราะปัญหาส่วนตัวของ พล.อ.สพรั่ง กับ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน เพื่อนรักเตรียมทหาร 7 ด้วยเข้าใจว่าฝ่ายหลังนำชื่อตนเองไปอ้างหาผลประโยชน์ จนเปิดศึก "มิตรอำมหิต" ซึ่งฝ่ายนายสนธิก็ถือหาง พล.ร.อ.บรรณวิทย์

แต่ภารกิจเพื่อชาติ และบัญชาสวรรค์ครั้งนี้ สำคัญเกินกว่าปัญหาส่วนตัว จึงทำให้ พล.อ.สพรั่งสานสัมพันธ์เก่ากับทั้งนายสนธิและเพื่อนอำมหิต ด้วยเพราะทำใจว่ามีอุดมการณ์เดียวกัน

อย่าลืมว่า พล.ร.อ.บรรณวิทย์ มีบทบาทสำคัญไม่น้อยอยู่เบื้องหลังการชุมนุมครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ไปอยู่หลังเวที รอขึ้นปราศรัยบนเวที แล้วยังคอยเป็นคนหาข่าวความเคลื่อนไหวต่างๆ ในกองทัพ ในฝ่ายทหารป้อนให้แกนนำด้วย

ที่สำคัญคือ การจับมือกับน้องเลิฟทหารเรืออย่างผู้การพะจุณณ์ พล.ร.ท.พะจุณณ์ ตามประทีป นายทหารคนสนิทของป๋าเปรม พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ มาเกาะติดหลังเวที

ที่ไม่อาจมองข้ามคือ พล.ร.ท.พะจุณณ์ เสมือนหนึ่งตัวแทนจากบ้านสี่เสาเทเวศร์ เสมือนหนึ่งตัวแทนของ พล.อ.เปรม ผู้ที่ยังคงถูกสงสัยและกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน มาแล้ว ต่อให้ พล.ร.ท.พะจุณณ์ จะอ้างว่ามาเป็นการส่วนตัว เพราะเขาร่วมชุมนุมกลุ่มนี้มาตั้งแต่ก่อนการปฏิวัติด้วยซ้ำ

แต่ด้วยรอยร้าวยังประสานได้ไม่สนิทเนียนนัก พล.อ.สพรั่งจึงใช้ช่องทางการประสานโดยตรงกับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เสียมากกว่า เพราะอย่างน้อยก็เป็นสายเลือด จปร. ด้วยกัน และที่สำคัญ มีธรรมะอยู่ในหัวใจเหมือนกัน



พล.อ.สพรั่ง จะทำหน้าที่เป็นแหล่งข่าวสำคัญในการแจ้งความเคลื่อนไหวและข้อมูลต่างๆ ตรงไปที่ พล.ต.จำลอง ซึ่ง พล.ต.จำลองมักนำไปอ้างบนเวที ถึงแหล่งข่าวยศ "พลเอก" เสมอๆ โดยเฉพาะเมื่อมีการร่างหนังสือให้นายสมัครเตรียมลงนามใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ประกาศเคอร์ฟิว ในพื้นที่ 3 เขตของ กทม. ก่อนจะเข้าจับแกนนำและสลายม็อบ ที่จากนั้นไม่นาน นายสมัครก็ออกทีวีขู่จะสลายม็อบด้วยกำลังตำรวจ และเตรียมพร้อมกำลังทหารไว้ด้วย

กระนั้นก็ตาม ด้วยเพราะยังสวมเครื่องแบบทหาร ทำให้นายทหารผู้เคร่งครัดต่อวินัยผู้นี้ จึงยังไม่อาจเผยตัวในปฏิบัติการครั้งนี้ได้อย่างเต็มที่นัก แต่ให้รอดูหลังเกษียณเดือนกันยายนนี้ ที่ พล.อ.สพรั่งลั่นว่า "ผมจะได้ทำตามอุดมการณ์ของผมเสียที" ท่ามกลางกระแสข่าวการเข้าสู่การเมือง ที่มีพรรคใหญ่ทาบทาม แต่เจ้าตัวปฏิเสธ และข่าวการเป็นแนวร่วมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เขาให้คำนิยามว่าเป็นการรวมตัวกันของ "คนดี"

เวลานี้ พล.อ.สพรั่ง จึงแค่ให้สัมภาษณ์สนับสนุนและให้กำลังใจกลุ่มพันธมิตรฯ รวมทั้งเรียกร้องให้ทหารออกมารับผิดชอบในการคลี่คลายวิกฤตของบ้านเมือง

จึงไม่แปลกที่ พล.อ.สพรั่ง จะหาญใช้คำว่า "อย่าบังอาจ" พร้อมนัยน์ตาสุดกร้าว เตือนกลุ่มสมาพันธ์ประชาธิปไตย ที่เรียกร้องให้ รมว.กลาโหม ปลด "ทหารอาชีพ 100%" อย่างเขา เพราะสนับสนุนการปฏิวัติ

"ผมพูดอะไรมากไม่ได้ เพราะมันไม่สมควร แต่ผมยืนยันว่าผมเป็นสพรั่งคนเดิม ไม่เคยเปลี่ยน ยังรักชาติ พร้อมทำเพื่อชาติบ้านเมือง และสถาบันที่เราเคารพรักอย่างยิ่ง ผมมันคนประหลาด ไม่กลัวใคร พร้อมสู้กับคนมีอำนาจ เพื่อชาติบ้านเมือง" พล.อ.สพรั่งแย้ม จนทำให้เขาถูกจับตามองว่า เขาจะกลับมากู้ชื่อ "วีรบุรุษ" กลับคืน

แต่ที่สำคัญ "สิ่งที่ผมจะทำทุกอย่างต่อไปนี้ ไม่ใช่ว่าเพราะผมอยากจะเป็นวีรบุรุษอะไรเลย ผมย้ำมาเสมอตั้งแต่แรก แต่ทุกอย่างเพื่อชาติบ้านเมือง แม้ว่าตอนนี้คนไทยจะลืมสพรั่งคนนี้ไปแล้วก็ตาม" บิ๊กเปยน้อยใจ

"แต่ขอให้รู้แค่ว่า ผมกำลังทำความดีเพื่อชาติบ้านเมืองอยู่ แต่ผมพูดอะไรมากไม่ได้ เพราะฝ่ายตรงข้ามจะล่วงรู้ได้ ผมจะทำทุกอย่างเพื่อประชาชนและบุคคลสำคัญของพวกเรา" พล.อ.สพรั่งทิ้งท้าย

ปฏิบัติการล้มรัฐบาลและโค่นระบอบทักษิณ ภาค 2 ครั้งนี้ จึงเป็นการกลับมาอีกครั้งของ ตท.7 เพราะยังมีบิ๊กแป๊ะ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ประธานที่ปรึกษา บก.สส. ร่วมปฏิบัติการด้วยอีกคน

นอกเหนือจากที่โผล่อย่างเปิดเผยอยู่หลังเวทีพันธมิตรฯ โดยมีคุณหญิงแอ๋ว สุพัตรา มาศดิตถ์ ศรีภริยาเคียงข้างด้วยเสมอ แล้ว พล.อ.ปฐมพงษ์ ยังเป็นหน่วย "ข่าวกรอง" ของกลุ่มพันธมิตรฯ ด้วยเช่นกัน

แต่ที่ฮือฮาที่สุดคือ ปฏิบัติการกู้ศักดิ์ศรี นายสุนัย มโนมัยอุดม อดีตอธิบดีกรมสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เมื่อนำกำลังทหารที่เป็นลูกน้องส่วนตัว ซึ่งล้วนมีบัตรวีไอพีของการท่าอากาศยานฯ บุกเงียบเข้าไปที่สนามบินสุวรรณภูมิ รอรับนายสุนัยถึงปากประตูเครื่องบิน เพื่อตัดหน้าตำรวจที่ถือหมายจับมาดักรออยู่ด้านนอก หลังจากที่ พล.อ.ปฐมพงษ์ได้รับแจ้งขอความช่วยเหลือมาก่อนล่วงหน้าแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น ในการวางแผน

โดยมีกำลังทหารเสริมรออยู่ภายนอก พร้อมที่จะเข้าไปช่วยหากเกิดความผิดพลาด แต่ทว่า การปฏิบัติการที่ลับและรวดเร็ว จึงทำให้สำเร็จอย่างราบรื่น

"สิ่งที่ผมทำก็เพื่อเป็นการปกป้องเกียรติและศักดิ์ศรีของคนดีอย่างคุณสุนัย เพราะถ้าปล่อยให้เขาถูกตำรวจดักจับข้างนอก คงจะเสียหาย ซึ่งโดยส่วนตัวผมก็รู้จักเขามานานแล้ว ในสถานการณ์อย่างนี้ ใครไม่ช่วยก็บ้าแล้ว จะมัวหดหัวอยู่ไม่ได้" พล.อ.ปฐมพงษ์กล่าว

"ผมได้แจ้งกับ ผบ.เหล่าทัพ ซึ่งเป็นอดีต คมช. ในภายหลังเลยว่าผมพร้อมรับผิดชอบทุกอย่างกับสิ่งที่ผมทำลงไป ต่อการตัดสินใจไปช่วยคุณสุนัย แม้ผมจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับ คมช. แต่ผมก็ทนเห็นคนดีถูกกลั่นแกล้ง ถูกรังแกไม่ได้" พล.อ.ปฐมพงษ์กล่าว

แม้จะรู้ว่านายสุนัยเป็นศัตรูแถวหน้าของ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะเป็นผู้ที่แฉเรื่องการปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นในบริษัท เอสซี.แอสเสท จนถูกฟ้องร้องหมิ่นประมาท และถูกตำรวจไปขอต่อศาลถึงอยุธยา เพื่อออกหมายจับก็ตาม

"ผมไม่ใส่ใจหรอกว่าจะต้องชนกับทักษิณหรือกับใคร ผมถือว่าผมทำสิ่งที่ถูกต้อง ช่วยคนดี คนที่ทำเพื่อชาติบ้านเมือง และการไปชุมนุมก็ถือเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ" บิ๊กแป๊ะกล่าว



อีกทั้งเขาจะเกษียณราชการในเดือนกันยายนนี้แล้ว ก็ไม่ต้องเกรงกลัวใดๆ อีก ด้วยเพราะเขาก็ไม่คิดที่จะเล่นการเมือง "ด้วยแสนเบื่อหน่ายกับ "คนชั่ว" ที่ยังอยู่ในการเมือง"

เพราะแค่วีรกรรมตอนที่เป็น สนช. แล้วบุกไปนอนกลางดินกินกลางทรายกับทหารชายแดนทั่วประเทศ เพื่อช่วยต่อสู้เรื่องสิทธิประโยชน์ให้ทหารชั้นผู้น้อย ที่อยู่ในสนามรบ ให้ได้เงินเบี้ยเลี้ยงเงินเดือน เงินประจำตำแหน่งเพิ่ม จนสำเร็จนั้น ก็ทำให้ พล.อ.ปฐมพงษ์เป็น วีรบุรุษของทหารคนจนมาแล้ว ก่อนที่จะกลายเป็นวีรบุรุษ DSI ที่ช่วยกู้ศักดิ์ศรีของอดีตอธิบดี DSI ไม่ให้ถูกอำนาจการเมืองกระทืบย่ำ

ตามมาด้วยการทำหนังสือถึง พล.อ.เปรม ปลัดกลาโหม ผบ.สส. และ ผบ.เหล่าทัพ รวมทั้งแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ปลุกให้ช่วยกันรักษาอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทยกรณีเขาพระวิหาร ที่ พล.อ.ปฐมพงษ์ยิ่งมีแรงใจเมื่อได้รับโน้ตตอบจากบ้านสี่เสาฯ ว่า "ถือเป็นการตอบแทนบุญคุณแผ่นดินอย่างหนึ่ง"

การกลับมาสู่ท้องถนนอีกครั้งของกลุ่มพันธมิตรฯ จึงเต็มไปด้วยแนวร่วมที่ทั้งหน้าเดิม และหน้าใหม่ ทั้งมากขึ้น ลึกขึ้น สูงขึ้น และกว้างขึ้น พร้อมด้วยประสบการณ์และบทเรียนจากครั้งก่อน จึงทำให้น่าหวาดหวั่น และน่ากลัวสำหรับรัฐบาลและระบอบทักษิณเป็นอย่างยิ่ง

โดยเฉพาะการมี พล.ต.จำลอง ทำหน้าที่วางแผนด้านยุทธวิธี ทั้งในการดูแลความปลอดภัย และการตั้งรับด้วยวิธีรุก mobile defense เช่น การใช้แผนดาวกระจาย เคลื่อนพลไปสถานที่ต่างๆ เพื่อฝึกการจัดระบบด้านต่างๆ ก่อนที่เข้ายึดทำเนียบรัฐบาลได้อย่างง่ายดาย ที่อาจเป็นเพราะการวางแผนสลายกำลังตำรวจ ด้วยการให้ทัพใหญ่ไปบุกด้านแยกนางเลิ้ง และทัพย่อย ที่ตีโอบไปด้านข้างๆ จนไปสำเร็จที่แยกมิสกวัน มุ่งหน้าเข้ายึดทำเนียบได้ ขณะที่ตำรวจทุ่มกำลังและเครื่องมือวางแผนรับมือที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ จนที่สุดต้องปล่อยผ่าน เพราะทำเนียบถูกยึดไปก่อนแล้ว

ประกอบกับความหวาดหวั่นว่า การเคลื่อนพลของกลุ่มพันธมิตรฯ ครั้งนี้ต้องการจะล่าเลือด พร้อมที่จะปะทะและเกิดความรุนแรงขึ้น แถมพลังและจำนวนผู้ชุมนุมมีมากกว่าตำรวจหลายเท่าตัวนัก ฝ่ายตำรวจซึ่งไม่อยากติดกับดัก จึงดึงดันแค่พอเป็นพิธีก่อนจะปล่อยผ่านด่าน

แต่ก็ทำให้เครดิตของ พล.ต.จำลอง เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งเพื่อนนายทหาร จปร.7 ทั้ง เสธ.หมึก พล.ท.พิรัช สวามิวัศดุ์ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี และ พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร ที่เปี่ยมประสบการณ์ทั้งทางการเมืองและการทหาร และผ่านเบื้องหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 มาแล้ว ที่มาเป็นกุนซือให้อย่างลับๆ จนเป็นเหตุให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ซึ่งเคยสนิทสนมกับนายทหารรุ่นนี้มานาน กลับแฉว่า มี จปร.7 บางคนแอบขนอาวุธมาให้กลุ่มพันธมิตรฯ

จึงไม่แปลกที่จะมีบิ๊กทหารหลายคน ใช้ช่องทาง พล.ต.จำลอง เสนอตัวเข้ามาเป็นแนวร่วม รวมถึงบิ๊กบัง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่เข้ามาเสริมทัพก่อนการยึดทำเนียบ หลังจากที่เขาเก็บตัวเงียบมานาน

แม้ว่ากลุ่มพันธมิตรฯ จะผิดหวังการปฏิวัติภายใต้การนำของ พล.อ.สนธิ แต่ พล.ต.จำลอง ต้องการแนวร่วมมากที่สุด เขาจึงยอมพบปะพูดคุยกับ พล.อ.สนธิ แบบลับที่สุด ด้วยเกรงกระทบแนวร่วมที่แอนตี้บิ๊กบัง

คราวนี้ พล.อ.สนธิ เสนอตัวให้ความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม ด้วยกำลังลูกน้องที่มีทั้งหมด "มีอะไรให้ผมช่วยก็บอกมาเลย ผมเต็มที่"

และหมายรวมถึงเพื่อนร่วมรุ่น ตท.6 อดีต คมช. อย่างบิ๊กต๋อย พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุก ผบ.ทอ. และบิ๊กตุ่น พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ปลัดกลาโหม ที่กำลังจะเกษียณในอีกไม่กี่เดือนนี้ พร้อมสนับสนุนเต็มที่ด้วยเช่นกัน เพราะทุกคนก็ยังอยากจะแก้มือแก้ตัว

การกลับมาครั้งนี้ของกลุ่มพันธมิตรฯ จึงไม่อาจมองข้าม เพราะมีนายทหารหลายรุ่นหลายกลุ่มที่อยู่เบื้องหลังปฏิบัติการ แม้บางคนบางกลุ่มจะแตกแยก แต่ก็ร่วมอุดมการณ์โค่นระบอบทักษิณ ในสงครามครั้งสุดท้ายนี้เหมือนกัน บ้างจึงต้องแยกกันเดิน แล้วรวมกันตี โดยที่ทุกคนพร้อมและก็ล้วนอยากเป็นวีรบุรุษทั้งนั้น

โปรดติดตามตอนต่อไป ด้วยใจระทึกพลัน...

 
มติชนสุดสัปดาห์
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
 
กระโดดไป: